QVI … สูตรการลงทุนฉบับวีไอ

QVI หรือ Quantitative Value Investing คือ “การลงทุนเน้นคุณค่าเชิงปริมาณ”
.
แปลให้เข้าใจง่ายก็คือ การลงทุนที่ดูมูลค่าที่เหมาะสม เหมือน VI ทั่วไปนี่แหละ เพียงแต่ตัดข้อมูลเชิงคุณภาพ แล้วมาเน้นเฉพาะข้อมูลเชิงปริมาณแบบลึก ๆ ด้วยการใช้ตัวเลขที่มีอยู่ในงบการเงิน ไม่ต้องคุยกับผู้บริหาร ไม่ต้องดู Business Model แล้วสร้างเป็นสูตรการลงทุนขึ้นมา

QVI เป็นเรื่องที่มีมานามากแล้ว ย้อนกลับไปตั้งแต่ Benjamin Graham อาจารย์ของ Warren Buffett และมีนักลงทุนอีกหลายท่านเอามาใช้กัน เรามาดูสูตรของแต่ละท่านและผลตอบแทนว่าเป็นอย่างไรกันบ้างครับ
..
** QVI ฉบับ Ben Graham **
.
เรียกว่า Net-Net Working Capital คือ ดูทรัพย์สินที่ใกล้เคียงเงินสดมากที่สุด
Cash + Short Term Investment + (0.75 AR) + (0.5 Inventory) – Total Liabilities
..
• เงินสด กับ เงินลงทุนระยะสั้น อันนี้แน่นอน เปลี่ยนกับมาเป็นเงินสดได้ง่าย เลิกกิจการไปก็ยังมีก้อนนี้อยู่
.
• AR (Account Receivable) หรือ ลูกหนี้การค้า เผื่อไว้ว่าเก็บเงินได้ไม่หมด ขอซัก 3 ใน 4 หรือ 0.75 ที่คาดว่าจะเก็บได้พอ
.
• Inventory หรือ สินค้าคงเหลือ อาจมีผุพังเสียหายตามสภาพ คิดแค่ครึ่งนึงพอ
.
• เสร็จแล้วก็เอามาหักลบกับ หนี้สินทั้งหมด จะได้เป็น Net-Net Working Capital ออกมา
..
แต่เท่านั้นยังไม่พอ อยากได้หุ้นที่ถูกแสนถูก และเสี่ยงน้อยที่สุด Graham บอกว่าให้ซื้อที่ราคา 2 ใน 3 ของ Net-Net เหมือนกับคำที่ Buffett บอก คือ เอาเงิน 60 เซนต์ ไปซื้อธนบัตร 1 ดอลลาร์
.
ผลตอบแทนเฉลี่ยทบต้นต่อปีจากสูตรหาหุ้นราคาถูกแบบนี้คือ 29.4% ในช่วงระยะเวลาตั้งแต่ปี 1970-1983 เทียบกับ S&P 500 ที่ทำผลตอบแทนได้ 11.5%
..
====================
.
** QVI ฉบับ Magic Formula **
.
เป็นสูตรที่ได้รับความนิยมอย่างมาก คิดค้นโดย Joel Greenblatt จากหนังสือชื่อ The little book that beats the market ที่ไม่ได้ดูเฉพาะหุ้นถูกอย่างเดียวแบบ Graham
• ดูหุ้นดีด้วยโดยดูจาก ROIC (Return on Invested Capital) ซึ่งเป็นการสะท้อนเม็ดเงินที่ใช้ในการลงทุนจจริง ๆ ของกิจการ
• ส่วนมูลค่าใช้ EBIT/Enterprise Value คล้าย ๆ ส่วนกลับของ P/E ยิ่งได้ค่านี้สูง แปลว่า หุ้นถูก
.
ผลตอบแทนเฉลี่ยทบต้นต่อปีจากสูตรนี้คือ 23.76% ในช่วงระยะเวลาตั้งแต่ปี 1988-2009 เทียบกับ S&P 500 ที่ทำผลตอบแทนได้ 9.95%
..
========================
.
** QVI ฉบับ Paiboon Formula **
..
ไม่ใช่แค่เฉพาะของต่างประเทศ แต่ในเมืองไทยเองนั้น อาจารย์ ดร.ไพบูลย์ เสรีวิวัฒนา ก็ได้มีการทดลองใช้สูตรแบบนี้เช่นกัน โดยสูตรของอาจารย์คือ
• P/E < 10
• P/BV < 1
• Dividend Yield > 3%
.
ผลตอบแทนเฉลี่ยทบต้นต่อปีจากสูตรนี้คือ 43.8% ในช่วงระยะเวลาตั้งแต่ปี 1996-2010 เทียบกับ SET TRI ที่ทำผลตอบแทนได้ 2.4%
.
=========================
.
** QVI ฉบับ Jitta **
.
เป็นการใช้สูตรโดยอาศัยแนวคิดของ Warren Buffett มาประยุกต์ใช้ด้วยหลักการที่ว่า “Buy a wonderful company at a fair price”
.
• Jitta Score ดูคุณภาพของกิจการด้วยการคำนวณ Financial Ratio ผ่าน 5 หมวดด้วยกันในเรื่องของแบรนด์ที่แข็งแกร่ง มีการประหยัดต่อขนาด มีรายรับเป็นเงินสด มีฐานะการเงินที่มั่นคง และมีผู้บริหารที่ยอดเยี่ยม
.
• Jitta Line คำนวณมูลค่าที่เหมาะสมในเชิงธุรกิจ ถ้าเราจะซื้อทั้งบริษัทนี้ เราจะต้องซื้อเท่าไหร่ ถึงจะคุ้มทุนใน 10 ปี
.
• Jitta Ranking เป็นการเอาหุ้นทั้งหมดมาเรียงตาม Jitta Score และ Jitta Line ตั้งแต่ หุ้นดี ราคาถูก ลงมาถึงหุ้นแย่ ราคาแพง
.
ผลตอบแทนเฉลี่ยทบต้นต่อปีจากสูตรของ Jitta โดยซื้อหุ้น Top Rank 30 ตัวแรก ตั้งแต่ปี 2009-2018 คือ
.
• ตลาดอเมริกา Jitta +15.89% vs. S&P500 10.75%
• ตลาดไทย Jitta +22.89% vs. Set 50 12.69%
• ตลาดเวียดนาม Jitta +16.76% vs. VNM 10.96%
• ตลาดฮ่องกง Jitta +10.71% vs. Hangseng 6.03%
• ตลาดสิงคโปร์ Jitta +10.54% vs. STI 5.71%
• ตลาดญี่ปุ่น Jitta +13.23% vs. TOPIX 5.69%
.
=====================
.
** หัวใจสำคัญของ QVI **
..
1. คัดกรองด้วยหลักการ “ซื้อของดี ราคาถูก”
2. กระจายความเสี่ยงให้มากพอโดยการลงทุนในหุ้นหลาย ๆ ตัว ประมาณ 30 หุ้น
3. ปรับพอร์ตเพื่อให้มีแต่หุ้นดีราคาถูกอยู่เสมอ เช่น ของ Graham ปรับทุก 2 ปี Magic Formula อาจารย์ไพบูลย์ หรือของ Jitta ปรับทุกปี
4. ลงทุนอย่างมีวินัยต่อเนื่องยาวนาน 10 ปี ขึ้นไป
..
โดยสรุปแล้ว QVI เป็นการลงทุนโดยอาศัยความเข้าใจตัวเลขงบการเงินมาแปลงเป็นสูตรในการลงทุนหุ้นดี ราคาถูก แต่ต้องมีวินัยลงทุนระยะยาว และกระจายความเสี่ยงที่มากพอ ซึ่งเป็นไปได้ว่าจะมีปีที่ติดลบและปีที่เป็นบวก มีหุ้นที่กำไรและมีหุ้นที่ขาดทุน แต่สุดท้ายในระยะยาว พอร์ตการลงทุนจะเติบโตอย่างยั่งยืน
..
การลงทุนแบบ QVI คงเหมือนกับที่ Warren Buffett บอกว่า “In the business world, the rearview mirror is always clearer than the windshield” คือ ในโลกธุรกิจ กระจกมองหลังจะเห็นชัดเจนกว่ากระจกมองหน้าเสมอ ก็เปรียบเหมือนกับการเลือกหุ้นที่มีผลงานที่ดีในอดีต ก็น่าจะมีแนวโน้มให้เชื่อได้ว่า อนาคตน่าจะดีด้วยเช่นกัน
.