PDJ … บริษัทอัญมณีครบวงจร

เพื่อให้เห็นภาพครบ วันนี้เรามาเจาะลึกถึงอีกบริษัทอัญมณีในตลาดหุ้นนั่นก็คือ PDJ หรือ Pranda Jewelry ซึ่งทำตั้งแต่ผลิต รับจ้างผลิต จัดจำหน่ายและเปิดร้านค้าปลีก ไม่ได้ผลิตแค่เพชร แต่มีทั้งทองและเงิน มีแบรนด์ที่คุ้นหูอย่าง Prima Gold และดูจะเน้นตลาดต่างประเทศมากกว่า
.
ย้อนกลับไปที่จุดเริ่มต้นเมื่อ 45 ปีที่แล้ว คุณปรีดา เตียสุวรรณ์ และพี่น้อง 6 คน ร่วมกันก่อตั้งบริษัทขึ้นมาโดยเห็นโอกาสการเติบโตในอุตสาหกรรม เริ่มต้นรับซื้อจากคนอื่นมาผลิต และจ้างคนมาเจียระไนอัญมณีหรือเครื่องประดับให้ ต่อมาขายดี สินค้าเริ่มผลิตไม่ทันต่อความต้องการของลูกค้า จึงได้ตัดสินใจสร้างโรงงานขึ้นมา และเริ่มส่งออกไปหลายประเทศทั่วโลก

แต่การขยายลงทุนอย่างมาก ก็ไม่ใช่ว่าจะดี เพราะไปเจอช่วงที่ภาวะเศรษฐกิจไม่ดีอย่างในยุโรป หรือ อเมริกา ทำให้ต้องกลับมาลุยตลาดเอเชีย รวมทั้งตลาดในประเทศมากขึ้น และก็มีการตัดขายบริษัทที่ไม่ทำกำไรออกไป ถ้าเดี๋ยวเราไปดูงบก็จะเห็นว่าขาดทุนเรื่อยมา
.
ตอนนี้ PDJ เข้าสู่ Generation ที่ 2 บริหารงานโดยคุณชนัตถ์ สรไกรกิติกูล ที่เรียนจบบัญชีมาจากสหรัฐอเมริกา และทำงาน Ernst & Young (EY) ที่สหรัฐฯ ก่อนจะกลับมาช่วย PDJ (แปลกดีที่ทั้ง JUBILE และ PDJ มีผู้บริหารเป็นนักตรวจสอบบัญชีทั้งคู่)
.
** โครงสร้างธุรกิจของ PDJ **
.
• การผลิต สัดส่วนรายได้ 44% GPM 19% มีโรงงานใน 3 ประเทศ ไทย เวียดนาม และอินโดนีเซีย กำลังการผลิตประมาณ 4 ล้านชิ้นต่อปี มีแรงงาน 2,500 คน
• การจัดจำหน่าย สัดส่วนรายได้ 23% GPM 24% มีบริษัทย่อยในต่างประเทศ ขายให้กับร้านค้าปลีกในประเทศต่าง ๆ
• ค้าปลีก สัดส่วนรายได้ 33% GPM 44% ร้านแบรนด์ตัวเอง เช่น Prima Gold, Prima Art ขายใน 3 ประเทศ ไทย เวียดนาม และอินโดนีเซีย มีมากกว่า 100 จุดขาย
.
>> ถ้าดูงบดุล 45% เป็นสินค้าคงเหลือ 31% เป็นโรงงาน ที่ดิน และอสังหาเพื่อการลงทุน จะเห็นว่าโมเดลต่างจาก JUBILE เพราะมีโรงงานผลิต
.
>> ถ้าดูงบกำไรขาดทุน (1H’61) ยอดขาย 100 บาท ต้นทุน 71 บาท SG&A 27 บาท จ่ายดอกเบี้ยและภาษี 6 บาท มีรายได้อื่น ๆ (ขายทีดิน) กลับเข้ามา 15 บาท กำไรสุทธิ 11 บาท จะเห็นว่ามาร์จิ้นต่ำกว่า JUBILE เพราะโรงงานผลิตมาร์จิ้นต่ำมาก ทำให้เข้าใจเลยว่าทำไม JUBILE ถึงไม่ทำโรงงานเอง
.
==============================
.
** ผลประกอบการย้อนหลังของ PDJ **
.
ปี 2559 ยอดขาย 2,831 ล้านบาท ขาดทุนสุทธิ 282 ล้านบาท (GPM 22.8%, NPM -9.7%)
ปี 2560 ยอดขาย 2,913 ล้านบาท ขาดทุนสุทธิ 161 ล้านบาท (GPM 28.4%, NPM -5.5%)
1H’60 ยอดขาย 1,572 ล้านบาท ขาดทุนสุทธิ 92 ล้านบาท (GPM 24.8%, NPM -5.8%)
1H’61 ยอดขาย 1,324 ล้านบาท กำไรสุทธิ 183 ล้านบาท (GPM 29.3%, NPM 10.9%)
..
ดูแนวโน้มแล้วรายได้ลดลง และขาดทุนมาตลอด ปีล่าสุดที่เห็นกำไรเพราะมีรายการพิเศษขายที่ดินไป 334 ล้านบาท ถ้าตัดออกไปก็ขาดทุนเช่นเดิม แต่อาจจะมีข้อดีให้ชื่นใจอยู่บ้าง คือ
.
1) GPM ค่อย ๆ สูงขึ้นจากการปร้บปรุงราคาและบริหารต้นทุนหลัก ๆ ก็ในส่วนของการจัดจำหน่าย รวมทั้งปีก่อนมีเคลียร์ของเก่าเยอะกว่าปีนี้
.
2) ลดฐานการผลิตที่ไม่ทำกำไร ทำให้ SG&A ทั้งปีจะลดลง 70 ล้านบาท
.
3) เงินขายที่ดินจะเอาไปคืนหนี้ ทำให้ภาระดอกเบี้ยจะลดลง
.
4) ถ้าดูเฉพาะ Q2 ปีนี้ EBIT เป็นบวกแล้วได้มา 1.2 ล้านบาท
..
.
ถ้าเทียบกับ JUBILE ต้องบอกว่าแตกต่างกันพอสมควร PDJ เน้นไปที่โรงงานมากกว่า เพราะจุดเริ่มต้นมาจากตรงนั้น แต่มันไม่ทำกำไรที่ดีนัก ตอนนี้เลยต้องปรับเปลี่ยนด้วยการโละธุรกิจที่ไม่ดี ขายที่ดินมาใช้หนี้ ปรับปรุงการผลิตให้ดีขึ้น งบดุล งบกระแสเงินสดเลยดูดีขึ้น แต่อนาคตคงต้องลุ้นให้เศรษฐกิจโลกดี โดยเฉพาะยุโรปที่เป็นลูกค้าหลัก จะได้มาจับจ่ายซื้อเครื่องประดับกันเยอะ ๆ
.
ขณะที่ JUBILE เองเน้นค้าปลีกในประเทศ อาจจะเป็นไปได้ว่า JUBILE เองก็คงเห็นความลำบากของ PDJ ว่าผลิตเอง ขายต่างประเทศ มันดูเหนื่อยและกำไรไม่ดี จึงไม่ทำตามก็เป็นได้
.
อ้อ ผู้บริหาร PDJ บอกทิ้งท้ายไว้ว่า ธุรกิจค้าปลีกอัญมณีในประเทศไม่ค่อยดีนัก คงต้องติดตามกันดูว่าอนาคตของ 2 บริษัทอัญมณีไทยจะเป็นอย่างไร
..