MAJOR … ถ้าหนังดี ก็มีชัยไปกว่าครึ่ง

อยากเล่าเป็นกรณีศึกษาถ้าเราอยากเล่นหุ้นตามสตอรี่ที่น่าจะปลอดภัย ผมสนใจหุ้นตัวนี้ตอนงบปีออกช่วงเดือนกุมภาพันธ์ กำไรไม่ค่อยโตมา 2 ปี แล้ว EPS ย้อนหลังอยู่ที่ 1.31 >> 1.33 >> 1.33 บาท ราคาก็ร่วงมาตลอดเช่นกันจากสูงสุดที่ 35.50 บาท มาต่ำสุดที่ 25.50 บาท แล้วทำไมถึงน่าสนใจ ?

1) ผมเริ่มจากการไปสแกนงบการเงินใน Jitta (ซึ่งทำไว้ดีมาก ดูย้อนหลังได้ 10 ปี แล้วก็มีอัตราส่วนการเงินต่าง ๆ ไว้พร้อม เดี๋ยวไว้ว่าง ๆ จะรีวิวให้อ่านกันครับ) แล้วก็อ่านบทวิเคราะห์โบรกเกอร์ใน settrade
.
สิ่งที่พบคือ หนังเลื่อนฉายใน Q4 ช่วงไว้อาลัย ทำให้ยอดหายและจะมาเข้าในปี 2561 แทน บวกกับเห็นโปรแกรมหนังที่น่าสนใจทั้ง Marvel, Disney และหนังไทย รวมทั้งการเปิดโรงหนังเพิ่มในต่างจังหวัดอีกมาก ทำให้เกิดความรู้สึกที่ว่า ถ้าไม่มีเหตุการณ์อะไรผิดปกติ รายได้น่าจะดีขึ้น
.
2) บังเอิญไปดูหุ้น BEC แล้วเห็นข้อมูลการใช้สื่อแต่ละประเภท พบว่ารายได้โฆษณาในโรงหนังโตขึ้นทุกปี ติดต่อกันมาตลอด ทำให้แอบคิดว่า MAJOR เป็นเจ้าตลาด มีส่วนแบ่ง 70% น่าจะดี (ตอนนั้นมีพูดถึงหุ้น Major ในบทความนิดหน่อยจน IR inbox มาให้ข้อมูลเพิ่มเติม เราเลยได้รู้จักกัน บังเอิญมาก)
.
3) บริษัทจ่ายปันผลตลอด ถ้าเทียบราคาก็ได้ Yield ประมาณ 4% ซึ่งก็ถือว่าน่าสนใจ เหมือนมีเบาะรองรับ
..
พอผม screen เบื้องต้นว่าน่าสนใจ ควรค่าแก่การไปทำการบ้านต่อ ก็เลยไปนั่งอ่านรายงานประจำปี กับเข้าไปใน website MAJOR เพราะเค้าจะมี Quarterly Presentation ไว้ประชุมกับนักวิเคราะห์ ทำให้เราเข้าใจโครงสร้างธุรกิจเค้ามากขึ้นว่าเป็นแบบนี้ (ตัวเลขงบปี 2560)
..
54% ของรายได้มาจากค่าตั๋ว มาร์จิ้น 12%
19% ของรายได้มาจากขาย Popcorn + น้ำ มาร์จิ้น 68%
16% ของรายได้มาจากโฆษณา มาร์จิ้น 85%
5% ของรายได้มาจาก Bowling & Karaoke มาร์จิ้น 35%
5% ของรายได้มาจากค่าเช่าที่ มาร์จิ้น 10%

ภาพนี้บอกอะไรเรา มันบอกเราว่าครึ่งนึงของธุรกิจขึ้นกับหนังมาก ๆ กำไรไม่ดี แต่ขาดไม่ได้ และถ้าขาย popcorn กับมีโฆษณาเยอะ ๆ ในโรงหนังจะทำให้กำไรเติบโต ส่วนอื่น ๆ อาจไม่ได้มีนัยยะสำคัญมาก (จริง ๆ ก็มีลงทุนใน SF กับ MPIC ซึ่งก็ทำให้ได้กำไรและขาดทุนบางส่วนเข้ามา)
.
ถ้าเราดูงบปี 2560 รายได้ +3% มาจากตั๋วหนัง +1% Popcorn +15% โฆษณา +8% แต่อย่างที่บอก หนังเลื่อนฉายเลยไม่โต และการที่มีสัดส่วนรายได้เกินครึ่ง มาร์จิ้นต่ำ ทำให้โดยรวมแล้ว GP เลยลดลง 5%
.
GPM ลดลงจาก 36.2% เหลือ 33.6% แต่ MAJOR เป็นบริษัทที่ควบคุมต้นทุนเก่ง ทำให้ NPM ลดลงจาก 13.6% เหลือ 13.3% (มีบางส่วนได้กำไรจาก SF แต่ก็มีส่วนที่เสียจาก MPIC)
..
=============================
.
สิ่งที่ผมทำต่อคือ ไปดูหนังครับ แล้วก็ไปสังเกตว่า คนซื้อ Popcorn เยอะมั้ย ราคาเท่าไหร่ ซึ่งเท่าที่ดูมันก็จะขึ้นอยู่กับว่าถ้าหนังดี คนก็ซื้อเยอะ ถ้าลายสวย คนก็ซื้อมาก และเก็บเป็น collection ก็มี ส่วนโฆษณาไม่ต้องห่วงเพราะเท่าที่เห็นก่อนหนังฉายก็นานพอสมควร และหน้าโรงก็มีหลายแบรนด์มาลง Ad ไม่ได้ขาด บวกกับการที่เรานั่งเปิดดูงบ 2 ส่วนนี้ย้อนหลังก็จะเห็นว่าโตตลอด (ถ้าใครเป็น Friend กับผมจะเห็นว่าที่ผ่านมาผมไปเดินโรงหนังบ่อยมาก ไปจิ้มจอดูว่าโรงคนเต็มมั้ย คนซื้อ bucket set อะไรบ้าง)
.
เพราะฉะนั้นเหลือการบ้านเดียวที่ต้องทำคือ ไปเช็คกระแสว่าหนังปีนี้เทียบปีก่อนจะเป็นอย่างไร ซึ่งใน Quarterly Presentation ก็จะมีบอกโปรแกรมถึงสิ้นปีอยู่แล้ว เราก็เอามาดูและไปเช็คกระแสจากโลกออนไลน์ว่าน่าจะปังมั้ย ซึ่งตอนนั้นผมเชื่อว่า หนัง Marvel จะแรง มีจำนวนเรื่องมากกว่าปีก่อน และเดาว่า Avengers ตอนนี้คนน่าจะดูเยอะ บวกกับเดาว่าหนังไทยที่เยอะขึ้นน่าจะปัง (จริง ๆ เดาผิด เรื่องหลวงพี่แจ๊ส กลับไม่ดัง 555 แต่ว่า Avengers ดีมาก และ น้องพี่ที่รัก ดีเกินคาด)
..
จุดเข้าซื้อหุ้นตัวนี้ คือ จากการมีโอกาสได้คุยกับ IR มีประโยคนึงที่ IR พูดแบบขำ ๆ ออกมาว่า “หุ้นลงเยอะจนคนขอเอาหุ้นมาแลกตั๋วหนังได้มั้ย” สำหรับผม อันนี้คือ ชัดมากว่า เฮ้ย มันคือโอกาสที่คนไม่ไหวแล้ว ไม่เอาแล้วหุ้นตัวนี้ เราต้องซื้อในจุดที่คนอื่นกลัว ไม่อยากได้ ตอนนั้น PE ก็ซัก 20 เท่า ก็ต่ำสุดแล้วในรอบหลายปี (อยากบอกอย่างนึงว่า IR บริษัทนี้นิสัยดีมากครับ ให้ข้อมูลที่ดีมาก ไม่ได้ให้ inside นะ แต่ตอบสิ่งที่เราสงสัยได้หมด และอัธยาศัยดีมาก)
..
หลังจากที่ซื้อไป ราคาก็ยังไม่ขึ้น ก็วิ่งอยู่แถว ๆ นั้นล่ะ จนมาใกล้ ๆ ที่ Avengers จะฉาย ก็เริ่มมีจุดที่น่าสังเกตว่า มี offer วางอยู่ช่องนึงหลักล้านหุ้น ขณะที่ช่องอื่นหลักหมื่นหุ้น เป็นยังงี้หลายวัน ราคาก็เลยไม่ไปไหน จน Avengers ฉายและแรงมาก ทำให้ราคาขยับขึ้นไปจนเกือบ 30 บาท ถ้าสมมติว่าขายออกไปรวมกับเงินปันผลที่ได้ก็น่าจะได้กำไรราว 20% หรือถ้าไม่ขายก็รอลุ้นงบ Q2 กันไป
..
==============================
.
งบ Q1’61 ออกมา รายได้ -9% มาจากตั๋วหนัง -12% เพราะว่าจำนวนหนังน้อยกว่าปีที่แล้ว (72 vs. 85 เรื่อง) Popcorn +3% โฆษณา -4% ทำให้ GPM ลดลงเยอะจาก 33.6% เหลือ 31.8%
.
แต่ SG&A ลดลงไป 6% และ ได้กำไรจากเงินลงทุนใน SF ทำให้สุดท้ายกำไรสุทธิบวกได้ 9% NPM ก็เพิ่มจาก 12.3% เป็น 14.6% คือ ดูเหมือนจะไม่ใช่กำไรจากธุรกิจหนังจริง ๆ แต่ราคาหุ้นไม่ได้ลดลงมาก ซึ่งเดาว่าน่าจะเป็นเพราะความคาดหวังว่า Q2 น่าจะดี และช่วงครึ่งปีหลังน่าจะโตจากฐานที่ต่ำ ซึ่งก็ต้องติดตามดูว่าจะเป็นไปได้จริงหรือเปล่า และราคาจะเป็นยังไงต่อไป
.
บทความนี้ไม่ได้แนะนำให้ซื้อหรือขายนะครับ เพียงแต่อยากแชร์วิธีการหาหุ้น ทำการบ้าน ในรูปแบบนึงว่า เราสามารถทำกำไรในระดับ 15-20% ได้ โดยมีการจำกัดความเสี่ยง และมีปันผลรองรับ แต่สุดท้ายเราก็ต้องมีแผนการว่าจะซื้อจะขายเมื่อไหร่ ถ้าผิดทางจะทำยังไง จะถือต่อรองบ Q2 ที่น่าจะดีมั้ย เพื่อที่ว่าเราจะสามารถเอาไปใช้กับหุ้นตัวอื่นได้ในอนาคต
.
..
Quarterly Presentation: http://major.listedcompany.com/quarterly.html
..
Jitta: https://www.jitta.com/stock/bkk:major/factsheet
.
Settrade: http://portal.settrade.com/C17_ResearchList.jsp…