Growth Story … หุ้นโนบิตะ

ผมเคยพูดถึงสเป็คหุ้นแบบนี้ไปแล้วครั้งนึง เป็น 1 ใน 10 ท่าไม้ตาย ที่ผมเอาไว้ใช้หาหุ้นในการลงทุน มีตั้งแต่โนบิตะ เดคิซูงิ ซูเนโอะ ไจแอนท์ ซูเปอร์ไซย่า ผู้เฒ่าเต่า ฯลฯ (ซึ่งแน่นอนเราจะได้เรียนกันในคอร์สออนไลน์เดือนกรกฎาคมนี้ ขอแอบขายของนิดนึง)

วันนี้จะมาทวนท่าไม้ตาย “โนบิตะ” ซึ่งมักจะได้ผลดีเวลาตลาดหรือบริษัทเริ่มกลับตัวจากช่วงเวลาที่เลวร้าย
.
เวลาพูดถึงโนบิตะ เราจะนึกถึงเด็กผู้ชายขี้แย เรียนไม่เก่ง สอบทีไรได้ศูนย์ทุกที แต่โดยพื้นฐานเป็นเด็กดี อย่างน้อยยังยิงปืนกับพันด้ายเก่ง และวันนึงก็ได้เจอกับ “โดเรมอน” หุ่นยนต์แมวจากศตวรรษที่ 22 เข้ามาช่วยให้ชีวิตดึขึ้นในที่สุด

ลักษณะของหุ้นที่เข้าสเป็คนี้ คือ
.
1. เป็นหุ้นพื้นฐานดี สภาพคล่องดี หนี้น้อย กระแสเงินสดการดำเนินงานเป็นบวก คือ เป็นเด็กดีเหมือนโนบิตะ
.
2. กำไร ลดลงอาจเป็นการชั่วคราว เช่น วัตถุดิบขึ้นราคา ค่าเงินผันผวน ลูกค้าหายชั่วคราว เจอค่าเสื่อม Capacity ยังไม่เต็ม
.
3. รายได้ เป็นจุดสังเกตสำคัญ บางบริษัทก็ลดลง แต่ถ้าเจอประเภทที่รายได้คงที่หรือเพิ่มขึ้นให้รีบจดไว้เลยว่าน่าสนใจ
.
4. ราคาหุ้นปรับตัวลดลงมาเรื่อย ๆ ตามกำไรที่ลดลง หลายครั้งทำ 52 weeks low และราคาเริ่มนิ่ง sideway โวลุ่มน้อย ไม่มีใครอยากเข้ามาลงทุน พูดชื่อทุกคนเบือนหน้าหนี หรือถามว่ายังจะเล่นตัวนี้อีกหรอ
.
5. เริ่มเห็นแสงสว่าง เหมือนโดเรมอนกำลังจะออกมาจากลิ้นชัก เช่น ราคาน้ำมันเริ่มถูก ค่าเงินเริ่มอ่อน ค่าเสื่อมตัดหมด วัตถุดิบราคาดีขึ้น หรือกำลังจะได้ลูกค้าใหม่
.
6. ลองประเมินมูลค่า และคิด Forward P/E ว่าราคาตอนนี้คุ้มค่าแค่ไหน ถ้าเห็นว่าถึงมีสตอรี่แต่ยังแพงอยู่ก็อาจไม่น่าสนใจ
..
=====================
.
** ตัวอย่างของหุ้นโนบิตะ **
..
“EPG”
.
ทำฉนวนยาง อุปกรณ์ตกแต่งรถกระบะ ภาชนะพลาสติก หลัก ๆ รายได้อยู่ต่างประเทศ พื้นฐานดี สภาพคล่อง 1.8 เท่า D/E 0.30 เท่า ถ้าเราดูรายได้และกำไรย้อนหลังจะเป็นแบบนี้ (งบปีปิดเดือนมีนาคม)
..
ปี 2559 รายได้ 9,187 ล้านบาท กำไรสุทธิ 1,413 ล้านบาท
ปี 2560 รายได้ 9,578 ล้านบาท กำไรสุทธิ 1,381 ล้านบาท
ปี 2561 รายได้ 9,909 ล้านบาท กำไรสุทธิ 991 ล้านบาท
ปี 2561 รายได้ 10,797 ล้านบาท กำไรสุทธิ 904 ล้านบาท
..
รายได้โตตลอดแบบเรื่อย ๆ แต่กำไรสุทธิลดต่ำลง เพราะว่า โดนต้นทุนน้ำมันเล่นงาน เนื่องจากวัตถุดิบเกี่ยวข้องกับน้ำมันและปิโตรเคมี เรียกได้ว่า กำไรลดลงตั้งแต่ขั้นต้นเลย GPM ลดลงจาก 32% >> 28.3% >> 27.3%
..
พอกำไรเป็นแบบนี้ แน่นอนว่า ราคาร่วงจาก 9.50 บาท ลงมาต่ำสุดที่ 5 บาท
..
แต่หลังประกาศงบรอบล่าสุด เราเห็นประโยคสำคัญที่บอกว่า “ต้นทุนเก่า” หมดแล้ว และตอนนี้ราคาน้ำมันปรับลงค่อนข้างเยอะ ถ้าเราเจอแบบนี้ แปลว่าเริ่มเห็นแสงสว่างมาแล้ว เพราะเรารู้ว่ารายได้เพิ่ม และระดับหมื่นล้าน ถ้าต้นทุนกลับมาแค่ 1% ก็มีผลแล้ว และมีจุดที่น่าสังเกต คือ ถ้าใครดูงบ Q4 คือ แย่มากถึงมากที่สุด แต่ราคาหุ้นเหมือนไม่อยากจะลงแล้ว
..
นอกจากนั้น แสงสว่างเริ่มจ้าขึ้นเมื่อเราไปแกะรอยต่อพบว่า บริษัทกำลังขยาย capacity โรงงานทำฉนวน บวกกับ พลาสติก EPP ของบริษัท จะเน้นไปทำเกรด B, C เพิ่มขึ้น Capacity จาก 50% น่าจะเพิ่มได้เป็น 60-70% ในอนาคต นั่นแปลว่าจะได้ Economy of Scale ทำให้ต้นทุนลดลงอีก
..
แล้วความเสี่ยงล่ะมีมั้ย มีครับ เอาง่าย ๆ เลยคือ ราคาน้ำมัน ถ้าอยู่ ๆ เด้งกลับไปแรง ๆ ก็มีผลต่อต้นทุน รวมถึงธุรกิจบริษัทลูกที่ ออสเตรเลียยังไม่กำไร เพิ่งจะไปบุกตลาดแอฟริกา อยู่ในช่วงลงทุนยังไม่ break even
.
เรื่องการประเมินมูลค่า ลองไปคำนวณกันดูครับ ถ้าตามที่บริษัทบอก รายได้โตต่ำ ๆ ก็ 10-12% อัตรากำไรเพิ่ม 1-2% ตอนนี้ P/E 17 เท่า แต่ Forward P/E ก็จะต่ำกว่านี้

ถ้าดูราคาล่าสุดก็ขึ้นจาก 5 บาทมาอยู่ที่ประมาณ 5.70 บาท
..
หุ้นตัวอื่นๆ ที่เข้าข่ายจะเป็นหุ้นแบบโนบิตะ ก็อย่างเช่น
AIT ที่ทำระบบ IT และ Communication ทั้ง hardware และ software งานหลัก ๆ ขึ้นกับภาครัฐ รายได้อยู่ 4-5 พันล้านบาท ลดลงบ้างนิดหน่อย แต่กำไรลดลงเยอะกว่าจาก 400 เหลือ 200 กว่าล้านบาท

งบ Q1 ออกมา โตระเบิด +52% เพราะได้งานรัฐสภาแห่งใหม่มูลค่ากว่า 3 พันล้านบาท ซึ่งเป็นโครงการใหญ่สุดของบริษัทตั้งแต่เคยทำมา ระยะเวลาส่งมอบงาน 18 เดือน และยังได้งานอินเตอร์เน็ตชายขอบ รวมทั้งบริษัทเองพยายามไปหางานอื่น ๆ เช่น ก่อสร้าง วางสายเคเบิล คือ ลดการผูกขาดจากงานโครงการภาครัฐเพิ่มเติม
..
=========================
..
** AIT **
.
มี P/E 16 เท่า ราคาร่วงไป 19.50 บาท ตอนนี้เริ่มกลับขึ้นมาอยู่แถว ๆ 21.80 บาท พร้อมปันผล 9-10% ถ้าเราย้อนไปดูในอดีต ปีไหนได้งานเยอะ กำไรดี ราคาหุ้นก็วิ่งไปในทางเดียวกัน
..
คือ ถ้าเราแกะสตอรี่ไปเรื่อย ๆ เราจะเจอจุดที่เรียกว่า Key Driver ของตัวธุรกิจ แต่เราต้องเข้าใจ Business Model ของเขาให้ได้ก่อน และลองประเมินราคาที่เหมาะสมดู แต่ต้องไม่ลืมว่าทุกธุรกิจมีความเสี่ยง เรารับได้มั้ย อย่าง AIT เองก็จะมีความเสี่ยงที่ว่า ถ้ารัฐสภาใหม่เสร็จแล้ว ยังไงต่อล่ะ นั่นสิแล้วจะมีงานใหญ่กว่านี้อีกมั้ย หรือว่าบริษัทจะสามารถหางานอื่น ๆ ที่ไม่ผูกขาดภาครัฐเข้ามาช่วยได้ทันภายใน 18 เดือนนี้
..
เราก็ต้องประเมินราคาและวางแผนการลงทุนให้ดี เพราะหุ้นสตอรี่แบบโนบิตะ ถ้าไม่กลับมาเติบโตแบบต่อเนื่อง ราคาหุ้นก็มีโอกาสโดนเทได้ในที่สุด เราถึงต้องมีแผนการเข้าและออกตั้งแต่เริ่มลงทุน
..
หุ้นตัวอื่น ๆ ที่เข้าข่าย story แบบนี้มีอีกเพียบเลยนะครับ ไม่ว่าจะเป็น FTE, PJW, TOG และอื่น ๆ อีกมากมาย
..
ถ้าเรามีหลักการในการลงทุน มีแท็คติก หรือท่าไม้ตาย ให้เลือกหลายท่า (ผมมี 10 ท่า ทั้งรุกและรับ) เราจะเล่นหุ้นได้สนุกมาก และสามารถลงทุนได้ทั้งสั้นและยาวหลากหลายรูปแบบครับ
..
ขายของปิดท้ายไม่ว่ากันนะ ใครสนใจคอร์สออนไลน์ อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่นี่ พร้อมราคาสุดพิเศษก่อนวันที่ 20 มิถุนายน ครับ
..
https://forms.gle/zc9EeJodNYeDFMZ19
.
#โนบิตะ #วิตามินหุ้น