ปีที่ผ่านมาหุ้นเติบโตหรือ Growth Stock หลายตัว กลายเป็นหุ้น Ghost Stock เพราะราคาร่วงแรงตามผลประกอบการที่ไม่เติบโต วันนี้เรามาดูกันดีกว่าครับว่าพอจะมีสัญญาณเตือนอะไรให้เราสังเกตกันก่อนล่วงหน้า จะได้หลบหลีกทันก่อนที่ราคามันจะพัง

1. อุตสาหกรรมเริ่มเป็นขาลง
.
เริ่มด้วยการมองภาพใหญ่ว่าอุตสาหกรรมของบริษัทที่เราสนใจอยู่ในเทรนด์ขาลงหรือเปล่า เป็นธุรกิจที่กำลังจะถูก Disrupt ในอนาคตมั้ย เช่น หนังสือพิมพ์ วิทยุ กล้องถ่ายรูปแบบเดิม ๆ เพราะนั่นเท่ากับว่าขนาดของตลาดหรือจะมองเป็นก้อนน้ำแข็งน่าจะชัดกว่า ค่อย ๆ ละลายลงและมีขนาดเล็กลงอย่างช้า ๆ บริษัทที่เราสนใจก็จะมีโอกาสในการโตน้อยลงด้วยนั่นเอง
..
2. ส่วนแบ่งการตลาดลดลง
.
แปลว่าความสามารถในการแข่งขันลดลง แบรนด์หรือสินค้าเป็นที่ยอมรับน้อยลง ยิ่งถ้าไปอยู่ในตลาดที่ไม่โตด้วยแล้วแปลว่าเราโดนแย่งยอดขายไป หรือคู่แข่งเก่งขึ้น ถ้าเป็นแบบนี้ต่อไปเรื่อย ๆ ก็จะทำให้สูญเสียทั้งลูกค้าและยอดขายไป
..
3. ลูกค้าเริ่มหาย
.
เป็นเรื่องที่น่ากลัวถ้าอยู่ ๆ วันนึงลูกค้าที่ซื้อสินค้าของเราค่อย ๆ ลดลง ไม่ว่าจะไปซื้อสินค้าคู่แข่ง หรือออกจากตลาดไปเลย ซึ่งตรงนี้เราอาจจะไปดูข้อมูลอย่าง Penetration หรือ Switching Gain/Loss Analysis สัดส่วน Loyalty Rate ก็จะเห็นภาพว่าลูกค้าหายไปมากน้อยแค่ไหน ยิ่งถ้าเป็นลูกค้าที่จงรักภักดีกับแบรนด์หายไปยิ่งน่ากลัว เพราะส่วนมากไปแล้วไปลับไม่กลับมา
..
4. ยอดขายไม่เติบโต
.
โดยหลักการแล้วยอดขายเกิดจาก “ปริมาณ x ราคาขาย” ต้องลองแยกดูว่ายอดขายที่ไม่เติบโตมาจากส่วนไหน เช่น
.
• ขึ้นราคาสินค้า เลยขายของได้น้อยลง ถ้าสุดท้ายลูกค้าเห็นว่าแพงไปไม่ซื้อกัน ยอดขายก็หายได้
.
• ราคาเท่าเดิม แต่ขายไม่ดี แบบนี้ยอดขายก็ลด แต่อาจเกิดจากแบรนด์มีปัญหา สินค้าไม่โดน หรือคู่แข่งดีกว่า
.
• ลดราคาสินค้า แต่โวลุ่มเพิ่มไม่มาก แบบนี้ยิ่งแย่ อาจทำโปรโมชั่นดึงลูกค้า หรือกำลังเข้าสู่สงครามราคา ขายถูกแล้ว แต่คนซื้อเพิ่มไม่เยอะ ยอดขายก็ตกอยู่ดี
..
5. อัตรากำไรขั้นต้นลดลง
.
GPM เป็นตัวบอกเรื่องของความสามารถในการทำกำไรว่า สินค้าเราสามารถตั้งราคาขายหรือว่าควบคุมต้นทุนได้ดีแค่ไหน แบรนด์แข็งแรงแค่ไหน ถ้ามีแนวโน้มลดลงก็ต้องระวังว่า เป็นเพราะวัตถุดิบเพิ่มแล้วขึ้นราคาขายตามไม่ได้ หรือว่าการแข่งขันรุนแรงทำให้ต้องลดราคาสู้ ไม่ว่าแบบไหนก็แล้วแต่ ไม่ดีทั้งนั้น
..
6. Asset Turn Over ลดลง
.
คือการที่เราเอายอดขายหารด้วยสินทรัพย์ เพื่อดูว่าทรัพย์สินที่เรามีในบริษัททำให้เกิดยอดขายมากน้อยแค่ไหน ซึ่งก็สะท้อนมาในเรื่องการลงทุนเหมือนกันว่าเราเดินมาถูกทางหรือเปล่า ถ้ายิ่งลดลงทุกปีเริ่มน่าเป็นห่วงแปลว่าทรัพย์สินที่เรามี เครื่องมือเครื่องจักร โรงงานต่าง ๆ สินค้าคงเหลือ ไม่สามารถทำเงินได้
..
7. Cash Cycle เพิ่มขึ้น
.
วงจรเงินสดเป็นตัวบอกถึงการบริหารลูกหนี้ เจ้าหนี้ และสต็อคสินค้าว่าจัดการเรื่องการหมุนของเงินตั้งแต่ต้นจนจบใน 1 รอบ ได้ดีแค่ไหน หลายครั้งการที่ CC Day เพิ่มขึ้นมาจากการที่ขายของไม่ออก สต็อคบวม หรือบางครั้งต้องให้เครดิตลูกหนี้นานขึ้น (เก็บเงินได้ช้าลง) ก็เป็นสัญญาณที่ไม่ดี
..
8. CFI ไม่เพิ่ม
.
เป็นตัวเลขที่บอกเราว่าบริษัทมีการลงทุนอะไรมากน้อยแค่ไหน ถ้าตัวเลขนิ่งสนิทมาตลอด มีแต่ลงทุนเพื่อปรับปรุงเครื่องจักร ซ่อมบำรุงทั่วไป แต่ไม่มีการลงทุนอะไรใหญ่ ๆ แล้วถ้าธุรกิจเดิมก็ทรง ๆ แบบนี้ก็น่าเป็นห่วง
..
9. ตัดงบ R&D
.
หลายบริษัทที่เติบโตเร็วของโลกมักจะให้ความสำคัญกับการลงทุนด้านการวิจัยและพัฒนา โดยเฉพาะบริษัทเทคโนโลยี การตัดงบตรงนี้เท่ากับเป็นการตัดตอนอนาคตในด้านนวัตกรรม และถ้าคู่แข่งไม่ได้ตัดหรือเพิ่มการทำ R&D ก็มีโอกาสถูกแซงหรือถูก Disrupt ได้ในที่สุด
..
10. ลดจำนวนพนักงาน
.
เป็นข่าวที่เห็นบ่อยมากในช่วง 2-3 ปีนี้ พอธุรกิจไม่ดี ยอดขายไม่มา สิ่งแรกที่ทำคือลดค่าใช้จ่าย ลดพนักงาน หลายบริษัทมีโครงการจากลาด้วยความสมัครใจ Early Retire หรือหลายบริษัททำการ Downsize แล้วจ้าง outsource บริหารจัดการแทน แต่ถ้าระยะยาวยอดขายยังไม่มา การลดค่าใช้จ่ายทำได้จำกัด บริษัทก็จบกัน
.
ลองสังเกตบริษัทหรือหุ้นที่เราสนใจกันนะครับว่ามีสัญญาณอันตรายข้อไหนกันบ้าง ที่สำคัญอย่าหลงติดอยู่กับอดีตที่สวยงาม เพราะอนาคตอาจจะเริ่มโรยรา เราจะได้เตรียมรับมือล่วงหน้ากันได้ทันก่อนที่จะสายเกินไป