10 ข้อคิดจากหนังสือ คนเล็กเวทียักษ์

เป็นภาพจำติดตาทุกครั้งเวลาดู Oppday ของ PTG ที่จะเห็นคุณพิทักษ์ CEO จับไมค์ลุกขึ้นมา present เรื่องราวของบริษัทอย่างคล่องแคล่ว พร้อมกับข้อมูลตัวเลขแน่นปึ้ก นั่งฟังเป็นชั่วโมงได้ไม่รู้เบื่อ
.
แต่ทราบมั้ยครับว่าคุณพิทักษ์เคยเป็นคนพูดไม่เก่ง และไม่มีความรู้ด้านน้ำมันมาก่อนเพราะแกจบคณะประมง ก่อนหน้านี้ทำแต่ฟาร์มกุ้ง จนพี่ชายตามตัวไปช่วยขยายปั๊มน้ำมัน เคยเป็นหนี้ 3,600 ล้านบาท จากวิกฤตต้มยำกุ้ง เป็นมวยรองในธุรกิจมาตลอด

ด้วยกลยุทธ์ Underdog โดยใช้กลวิธีแบบ “ป่าล้อมเมือง” ทำให้ทุกวันนี้ PTG เติบใหญ่ด้วยยอดขายกว่า 80,000 ล้านบาท และคาดว่าอีกไม่นานจะมีจำนวนปั๊มแซงหน้า PTT พร้อมทั้งขยายธุรกิจ Non-Oil อีกมากมาย และหนังสือเล่มนี้คือเรื่องราวเบื้องหลังวิธีคิดของผู้ชายคนนี้ ที่สำคัญแกเขียนด้วยตัวตัวเองครับ
.
** 1 วันของคุณพิทักษ์ **
.
ในที่สาธารณะเขาชื่อ “พิทักษ์ รัชกิจประการ” แต่ในบริษัทเขาคือ “เฮียนั้ง” ของน้อง ๆ ตื่นนอนก่อนตี 5 เพื่อไปตลาดประชานิเวศน์ 1 กับคนขับรถเพื่อซื้อน้ำเต้าหู้ ปาท่องโก๋ กาแฟ ผลไม้ มาถึงบริษัทประมาณ 6 โมง พร้อมอาหารเช้าเต็มอัตราศึกสำหรับพนักงาน เฮียแกนั่งกินไปก็ดูกระดานข้างฝาที่แม่บ้านจะเขียนเอาไว้ว่าวันนี้มีประชุมอะไรบ้าง มีแขกมากี่คน เสร็จแล้วก็ไปนั่งสมาธิในห้องพระก่อนเริ่มงาน
.
กลางวันกินข้าวแกงง่าย ๆ ข้างล่างออฟฟิศ ตกเย็นเฮียแกยังให้เงินแม่บ้านไว้สำหรับหุงข้าว 1 หม้อใหญ่ พร้อมกับข้าว 1 หม้อ เผื่อว่าพนักงานคนไหนกลับดึก คือ คุณพิทักษ์เชื่อว่า “กองทัพเดินด้วยท้อง” ถ้าเราทำเรื่องที่ “ดีต่อท้อง” มันก็ต้อง “ดีต่อใจ” ตามมา พนักงานก็จะมีความสุขและรักองค์กร อย่างพี่เอกแม่บ้านเหลือเงินเก็บไปซื้อที่ดินต่างจังหวัดได้อีกด้วย
.
กลับถึงบ้านทุ่มนึง อ่านหนังสือทุกวัน ช่วงพีค ๆ เคยอ่านได้เดือนละ 23 เล่ม แต่ช่วงยุ่ง ๆ ก็จะเหลือเดือนละ 8 เล่ม แล้วก็เข้านอนประมาณ 3-4 ทุ่ม ทำแบบนี้เป็นประจำทุกวัน อ้อ ถ้าวันไหนมีประชุมข้างนอก แกก็จะไปก่อนเวลาเพื่อไม่ให้สายแล้วก็เอาหนังสือติดตัวไปเล่มนึง เพื่ออ่านอีกด้วยครับ
.
==========================
.
** ข้อคิดจากหนังสือ คนเล็ก เวทียักษ์ **
.
1) ลูกน้องมาก่อนผู้ถือหุ้น
.
คุณพิทักษ์ เชื่อว่า พนักงานเป็นคนสร้างธุรกิจให้สำเร็จ จึงต้องสร้างคนก่อน แล้วให้คนไปสร้างธุรกิจ และเป็นการสร้างด้วยความสุข เพื่อให้ลูกน้องรักองค์กร ทำงานด้วยใจ และก็จะทำให้บริษัทประสบความสำเร็จตามมา ทำให้ไม่แปลกใจเลยที่จะเห็นเฮียแกซื้ออาหารเช้ามาฝากพนักงานเอง มีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ มีที่พักฟรีให้ผู้จัดการปั๊ม มีทุนเรียนปริญญาตรีและโท คือ ซื้อใจลูกน้องด้วยการดูแลเหมือนเป็นญาติตัวเอง
.
2) Walk the Talk
.
ถ้าเราอยากให้ลูกน้องทำแบบไหน เราต้องทำให้ดูก่อน เช่น เวลาไปตรวจปั๊มต่างจังหวัด ก็กินข้าวโต๊ะเดียวกัน นอนโรงแรมคืนละ 400-500 บาทด้วยกัน รถที่ใช้ก็เป็นโตโยต้า ไม่ใช่รถยุโรปราคาแพง และนั่งเบาะหน้าข้างคนขับ ไม่มีการแบ่งชั้นวรรณะ ถ้ามีงานกลางคืนก็จะให้คนขับกลับบ้านไปเลย แกกลับแท็กซี่ หรือรถไฟฟ้าเอง การทำแบบนี้ทำให้ลูกน้องเชื่อว่าเราพูดจริงทำจริง และเกรงใจเราด้วย
.
3) All Great Leaders are Readers
.
รักการอ่านมาตั้งแต่อยู่ประถม 7 ตั้งแต่เล่มแรกของเดล คาร์เนกี้ เรื่อง “วิธีชนะมิตรและจูงใจคน” และได้เอาไปใช้จูงใจเพื่อนเพราะตอนนั้นแกเป็นหัวหน้าชั้น ทำให้รู้ว่าการอ่านมีประโยชน์ อ่านทุกอย่างตั้งแต่การตลาด การเงิน จิตวิทยา สามก๊ก เวลาอ่านก็อ่านช้า ๆ ขีดไปเขียนไป ข้อความไหนดีก็จดมาบอกพนักงานใน CEO Talk ทุกไตรมาส เล่มไหนดีจะซื้ออีก 11 เล่ม ให้กับบอร์ดบริหารไปอ่านด้วย
.
และทุกเดือนต้องอ่านหนังสือเกี่ยวกับผู้นำ เพื่อเตือนสติตัวเองตลอดเวลา เพราะผู้นำเวลาใหญ่มาก ๆ มักจะไม่ฟังคนอื่น และก็ไม่มีใครอยากเอากระพรวนไปผูกคอแมว คุณพิทักษ์เปรียบเทียบว่าเหมือน เล่าปี่จะออกไปตีเมืองแก้แค้นแทนกวนอูให้ได้เพราะความรักพี่น้อง ทั้ง ๆ ที่ขงเบ้งก็คัดค้าน ใคร ๆ ก็ไม่เห็นด้วย แต่ก็ยังจะไปลุยอยู่ดี
.
คุณพิทักษ์ยังบอกอีกว่า หนังสือเล่มเดียวกัน อ่านเมื่ออายุไม่เท่ากัน ความคิดความอ่านเราก็ไม่เหมือนกัน ผมว่าข้อความนี้จริงมาก คือ เมื่อเรามีประสบการณ์มากขึ้นทำให้เรามีมุมมองที่คมขึ้น กลับมาอ่านหนังสือเล่มเดิมก็จะทำให้ได้ความคิดใหม่ ๆ เพิ่มขึ้น
.
4) เป็นเบอร์สอง ต้องไม่ก๊อปปี้
.
ทำ SWOT ทุกวัน (ไม่ใช่ทุกเดือนหรือทุกปี แต่ทุกวัน) เพื่อมองหาโอกาส ว่าเราควรทำอย่างไร เช่น
.
• เห็นผู้นำสร้างปั๊มในถนนสายหลัก เขาก็ไปสร้างสายรองแทน สายหลักก็พอมีบ้างทุก ๆ 50-100 กิโลเมตร เพื่อให้คนเห็นแบรนด์
.
• ผู้นำใช้เงินสร้างปั๊มใหม่ เราเช่าซื้อปั๊มเก่ามาปรับปรุง ถูกกว่ากันมาก
.
• ผู้นำขยายแบบแฟรนไชส์ เราสร้างปั๊มของตัวเองเพื่อดูแลควบคุมมาตรฐานเองได้
.
• ผู้นำมีใช้เด็กปั๊มต่างด้าวบ้าง เราใช้คนไทย เพราะต้องการพูด “สวัสดี” ให้ชัด เพื่อเน้นการบริการที่ดี
.
• ผู้นำมี 7-11 เรามีหมูทอดเจ๊จง ที่ราคาถูก อร่อย ตรงกับกลุ่มเป้าหมาย
.
คือ วิธีการคิดแบบ Underdog มาก ๆ การตลาดนอกตำราที่สวนทางทฤษฎี แต่ว่าได้ผลดี คุณพิทักษ์บอกว่า พื้นเพเราเป็นมวยไทย เน้นการชกหนัก ชกไว อึด และไม่ปล่อยให้การ์ดตก
.
5) ยอมรับว่าเราไม่เก่ง แล้วฝึกฝน
.
สมัยคุณพิทักษ์หนุ่ม ๆ พูดไม่เก่งเลย เคยไปพูดในงาน Morning Talk ของบริษัทปิโตรเลียมไทย ทุกคนเงียบกริบ ไม่ใช่ว่าตั้งใจฟังนะ คือ บางคนหลับก็มี เพราะพูดไม่รู้เรื่อง ไม่ดึงดูด สื่อสารไม่เก่ง ข้อดีคือคุณพิทักษ์ยอมรับว่าตัวเองไม่เก่ง แล้วก็ฝึก ฝึก และฝึกอย่างหนัก คิดว่าคำติเป็นตัวกระตุ้น คำชมเป็นกำลังใจ โดยมีเคล็ดลับง่าย ๆ ก่อนพูด คือ
.
WHAT ต้องรู้จริงในเรื่องที่จะพูด ไม่แปลกใจใช่มั้ยครับว่าทำไมเฮียแกถึงได้แม่นเรื่องตัวเลขมาก
.
HOW ต้องมีวิธีพูดที่เรียกความเชื่อมั่นจากคนอื่น
.
6) 1 ภาพ = 1,000 คำ
.
ต่อจากข้อที่แล้ว คือ คุณพิทักษ์ จะพยายามสื่อสารด้วยวิธีการง่าย ๆ ให้คนเข้าใจ เช่น
.
• “JENG = เจ๊ง หรือ JENG = เจ๋ง” ใช้ประโยคเดียวบนสไลด์สื่อสารกับลูกน้องตอนช่วงวิกฤตว่า ถ้าคุณคิดว่าเราเจ๊งมันก็เจ๊งตั้งแต่ความคิดแล้ว แต่เราเจ๋งถ้าเราร่วมมือกัน เป็นการปลุกขวัญกำลังใจพนักงานให้สู้
.
• ในห้องประชุมจะมีภาพติดอยู่ 2 ภาพคือ รถแข่งฟอร์มูล่า 1 กับ สึนามิ เพื่อสื่อว่า คน PTG ต้อง “เร็ว” และ “แรง” เพื่อสร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับองค์กร
.
• ภาพรถเมล์สาย 112 เป็นเป้าหมายปีนี้ แปลว่า
.
1 คือ สมาชิกบัตร PT MAX เป็นเบอร์ 1
1 คือ จำนวนปั๊มจะเป็นอันดับ 1
2 คือ ส่วนแบ่งการตลาดจะเป็นอันดับ 2
.
7) หา “ประคองศิลป์” ของคุณให้เจอ
.
ประคองศิลป์ คือ อดีตเด็กปั๊ม ที่วันนี้ไต่เต้ามาเป็นผู้จัดการเขต ด้วยความขยัน ซื่อสัตย์ อดทน เวลาคุยกับลูกน้องก็คุยด้วยความเป็นกันเองแบบพี่น้อง บริการลูกค้าทุกระดับด้วยความเท่าเทียมแม้ว่าจะขับรถเกษตรกรรมโทรม ๆ เข้ามาก็ตาม ที่สำคัญ ประคองศิลป์ เรียนไม่จบ แต่เฮียนั้ง ไม่เคยสนใจใบปริญญา และไม่เคยขอใครดู เพราะเขาเชื่อในค่าของคนที่ไม่หยุดพัฒนาต่างหาก
.
8) หาคนแบบ “ประทุมพร” และ “สาวิตรี”
.
คุณประทุมพร อยู่กับบริษัทมากว่า 20 ปี ทำหน้าที่จัดซื้อน้ำมัน และบ่อยครั้งที่ supplier จะมาเสนอส่วนต่างราคาให้ คือจ่ายเงินเพื่อให้ได้งานน่ะแหละ แต่เธอไม่รับ บอกว่า บริษัทมีบัญชีเดียวทุกบาทเข้าบริษัทหมด เหตุผลก็เพราะคุณพิทักษ์ดูแลครอบครัว ทั้งน้องชาย และลูก 2 คน เป็นอย่างดีตลอดมาเหมือนเป็นญาติ เธอเลยซื่อสัตย์กับองค์กรมาก
.
สาวิตรี พนักงานใหม่ 2 ปีครึ่ง ย้ายจากสายการเงินธนาคารมาเป็น IR บริษัท ได้รับการโค้ชอย่างใกล้ชิดจากคุณพิทักษ์ ส่งไปเรียนคอร์สพูดในที่สาธารณะ พัฒนาบุคลิภาพให้ทุกอย่าง ทำให้เธออินกับบริษัทมาก ถึงขนาดที่ว่าทุกครั้งที่ขับรถผ่านปั๊ม PT ต้องตะโกนเรียกให้ทุกคนในรถดู ซึ่งตอนอยู่แบงค์เธอไม่อินขนาดนี้เวลาขับรถผ่านสายขาต่าง ๆ
.
9) ไม่ยอมล้มบนฟูก
.
ปี 2540 เจอวิกฤตต้มยำกุ้ง ใช้เวลา 9 ปีใช้หนี้ มาปี 2550-2551 เจอแฮมเบอร์เกอร์ หลายคนบอกว่าให้ปิดบริษัทเถอะ คือ ในช่วงนั้นมีหลายบริษัทยอมล้มละลาย ลอยแพพนักงาน ตัวเจ้าของรอด แต่คุณพิทักษ์บอกว่าเขามีพนักงาน 600 คน ถ้าบ้านเขามี 3 คน นี่คือ 2,000 ชีวิต ที่จะเดือดร้อน เขาเลยทำตัวเป็น “กบหูหนวก” หาทางเอาบริษัทให้รอดทั้งลดเงินเดือน ประหยัดต้นทุน ประนอมหนี้ ทำทุกอย่าง เอาทุกทางที่รอด จนลืมตาอ้าปากได้อีกครั้ง
.
10) ผมแค่มาดูแลความฝันของผม
.
ลูกน้องมักจะถามว่า เฮียไมเหนื่อยหรอครับ ตื่นแต่เช้าไปจ่ายตลาด ประชุม ทำงาน เป็นสิบ ๆ ปี คุณพิทักษ์มักจะบอกว่า ผมไม่ได้มาทำงาน ผมแค่มาดูแลความฝันของผมว่าเป็นจริงมั้ย และแกก็เขียนความฝันพร้อมลงวันเดือนปีกำกับไว้ มีตัวเลข มีแผนงานชัดเจน ประเมินสถานการณ์ ปรับแก้อยู่ตลอด
.
=======================
.
** สรุปความสำเร็จของ PTG **
.
ข้อ 1 ช่างคิด ช่างสังเกต คิดว่าอะไรที่ทำให้เราเจ๊ง ชอบที่จะทำให้ตัวเองประสาทเสียตลอดเวลา คือ มอง worst case scenario อยู่ตลอด
.
ข้อ 2 ตั้งเป้าหมายให้สูงขึ้นทุกปี เล็งธนูไปที่ดวงอาทิตย์ อย่างน้อยได้ดวงจันทร์มาก็ยังดี
.
ข้อ 3 Create สิ่งใหม่ตลอดเวลา จึงไม่แปลกถ้าเราจะเห็นร้านกาแฟ ร้านหมูทอด ซ่อมรถ ขายน้ำมันเครื่อง ฯลฯ

เป็นหนังสือเล่มเล็ก ๆ ในราคาน้ำมันแค่ 2 ลิตร (50 บาท) ที่ผมว่าคุ้มมาก ไม่เฉพาะกับนักลงทุนที่จะเข้าใจคุณพิทักษ์ ไม่ใช่สิ เรียกว่ารู้จัก “เฮียนั้ง” มากกว่า และสำหรับนักธุรกิจที่เป็นมวยรอง และกำลังมองหาวิธีสู้กับผู้นำอยู่ แนะนำครับเล่มนี้
.
ป.ล. ทีแรกคิดว่าจะสรุปสั้น ๆ แต่เขียนไปเขียนมายาวมาก หวังว่าคงอ่านกันจบนะครับ มีประโยชน์จริง ๆ