10 ขั้นตอน วางแผนการเงิน ฉบับมนุษย์เงินเดือน

เงินเดือนเข้าแล้ว ไปกินอะไรดี ไปช็อปปิ้งที่ไหนดี ?
พนักงานประจำหลายคนมักคิดแบบนี้ แล้วสุดท้ายก็จบลงด้วยการบ่นว่า เงินไม่พอใช้ ไม่มีเงินเก็บ ทำไงดีพี่ 30 กว่าแล้วเนี่ย แฟนก็ไม่มี
เรื่องความรักพี่อาจจะช่วยไม่ได้ แต่เรื่องการเงินไว้ใจพี่ ต้องการเท่าไหร่ว่ามา เอ๊ย ไม่ใช่สิ ลองทำแบบนี้ดู นี่คือวิธีการของพี่

1) สมการเงินออมที่ถูกต้อง
.
คนส่วนมากคิดแบบนี้ ได้เงินเดือนมา มีรายได้ ใช้กิน ใช้เที่ยว เหลือเท่าไหร่ คือ เงินออม แล้วก็เก็บมันไว้ในบัญชีเดียวกันนั่นแหละ เกิดเหตุฉุกเฉินจำเป็นอะไร หรืออยากไปเที่ยวต่างจังหวัด ต่างประเทศ ก็ถอนเงินก้อนนี้มาใช้
.
สมการของคนแบบนี้คือ รายได้ – ค่าใช้จ่าย = เงินออม (เพื่อการท่องเที่ยว)
..
แต่สิ่งที่เราต้องทำคือ ย้ายข้างสมการใหม่ แบบนี้
.
“รายได้ – เงินออม = ค่าใช้จ่าย”
.
แปลว่า ได้เงินมา เก็บเงินก่อนนะ เหลือเท่าไหร่ ค่อยเอาไปใช้แบบสบายใจ ถ้าใช้ไม่หมดก็เอาไปเก็บออมเพิ่มก็ได้ หรือถ้าอยากให้ดีกว่านั้น ใส่ตัวแปรเข้าไปอีกตัวนึง แต่ใส่ด้านซ้ายด้านเดียวพอ แบบนี้
.
“รายได้ – เงินออม – เงินลงทุน – เงินท่องเที่ยว = ค่าใช้จ่าย”
.
แทนที่จะออมอย่างเดียว เอาไปลงทุนให้งอกเงย อีกส่วนก็หักออกมาเป็นเงินเก็บเพื่อการท่องเที่ยวเลยจะได้แยกกันให้ชัดเจน อยากให้เริ่มด้วยการมีทัศนคติแบบนี้ก่อนครับ
..
2) หักค่าลดหย่อนภาษีตั้งแต่มกราคม
.
สิ่งแรกที่ผมทำตั้งแต่ปีใหม่คือ เดินไปหาแผนก Payroll เพื่อไปขอกรอกลดหย่อนว่าปีนี้ เรากะจะซื้อ LTF, RMF ประกันชีวิต คือ ทุกอย่างที่หักภาษีได้เป็นตัวเลขเท่าไหร่ เพื่อว่าเราจะได้มีเงินเดือนเยอะที่สุด เพราะผมคิดแบบนี้
.
• จ่ายภาษีเพิ่มง่ายกว่าไปขอคืน เพราะสรรพากรอาจขอเอกสารลดหย่อนต่าง ๆ เพิ่มเติม
• เงินที่เราได้เพิ่มมาแต่ละเดือน เราเอาไปลงทุนให้งอกเงย คุ้มกว่าไปจ่ายภาษีก่อน
.
3) เงินเดือนเข้าวันไหน เคลียร์หนี้ทุกอย่างให้หมดวันนั้น
.
ทันทีที่เงินเดือนออก ผมทำแบบนี้ทันที
• โอนเงินให้ภรรยาสำหรับค่าใช้จ่ายในบ้าน
• จ่ายค่าบัตรเครดิตทุกใบ ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าโทรศัพท์ เรียกง่าย ๆ ว่า จ่ายหนี้ทุกอย่างที่มี และต้องจ่ายเต็มจำนวนเพราะไม่อยากเสียดอกเบี้ย ทราบกันมั้ยครับว่า ความจริงที่โหดร้ายคือ ถ้าเราจ่ายค่าบัตรไม่ครบ เวลาคิดดอกเบี้ย เค้าคิดจากจำนวนเต็ม ไม่ใช่จำนวนเงินค้างจ่าย และดอกเบี้ยก็ไม่ใช้น้อย ๆ
• หักเงินจำนวนนึงทำ DCA กองทุน RMF
• โอนเงินจำนวนนึงเพื่อเก็บเป็นค่าเทอมให้ลูก ทริปท่องเที่ยว และเข้าพอร์ตหุ้น
.
4) Provident Fund หักให้เต็ม
.
บริษัทไหนมีหัก Provident Fund จัดไปให้เต็มนะครับ เพราะเป็นเงินที่เราจะได้คูณสองจากบริษัทสมทบให้ด้วย แต่ดูให้ดีว่าต้องอยู่กี่ปี อย่ารีบลาออกก่อน
.
และถ้ามีแผนให้เลือกได้ว่าจะให้ลงทุนแบบไหน เช่น เสี่ยงน้อยคืออาจจะเอาไปลงหุ้น 10% ที่เหลือเอาไปกองทุนหรือพันธบัตรที่เสี่ยงต่ำ หรืออาจจะมีแบบเสี่ยงมากหน่อยลงทุนหุ้นเยอะกว่า คำแนะนำผมคือเลือกแบบความเสี่ยงสูงไปเลย เพราะสำหรับบริษัททั่วไป เสี่ยงสูงนี่คือ ลงหุ้นแค่ซัก 30% เองนะ คือ แบบนี้บริษัทก็เรียกว่าเสี่ยงแล้วไง เพราะถ้าสมมติลงหุ้นไป 70% แล้วขาดทุน ก็จะมีปัญหาตามมา ไม่มีใครอยากรับผิดชอบเพราะไม่ใช่เงินส่วนตัว
..
5) มีเงินสำรองเผื่อฉุกเฉิน 6 เดือน
.
ข้อนี้ผมจำมาจากพี่หนุ่ม Money Coach ที่บอกว่า เราไม่รู้หรอกว่าเราจะตกงานเมื่อไหร่ หรือจะเกิดอะไรขึ้นกับชีวิต เราเลยต้องมีเงินสำรองไว้ซัก 6 เดือนให้อยู่รอด สมมติเดือนนึงใช้ 20,000 บาท อย่างน้อยก็ต้องมีเงินเก็บ 120,000 บาท ไว้ในธนาคารให้อุ่นใจ แล้วห้ามเอามาใช้ก่อนนะ เพราะชื่อมันก็บอกอยู่แล้วว่าเอาไว้ใช้ตอนฉุกเฉินเท่านั้น
..
สำหรับผมนี่เปิดบัญชีไว้หลายเล่มเลยครับ เผื่อใครจะทำตามได้เลย มีทั้งบัญชีแต่สำรองเผื่อฉุกเฉิน 6 เดือน บัญชีค่าเทอมลูกจนจบประถม บัญชีเพื่อท่องเที่ยว Disneyland ฯลฯ
..
6) LTF ไม่ต้องรอซื้อตอนปลายปี
.
ต้นปีอากาศดีไปยุโรป ซัมเมอร์ไปทะเล กลางปีไปชมซากุระ พอปลายปีกลับจากเกาหลี เริ่มคิดได้ว่ายังไม่ได้ซื้อ LTF ทีนี้มาและ พี่ซื้อกองไหนดี หุ้นขึ้นจะ 1,800 แล้ว ซื้อได้มั้ย ตอนกลางปีเห็นมันยัง 1,600 กว่าอยู่เลย ทำไงดี วันนี้หุ้นตกซื้อเลยได้มั้ย ผมแนะนำแบบนี้ครับ
.
• เริ่มที่แพลนก่อนว่าจะซื้อ LTF เท่าไหร่ เอาที่ตัวเราเองรับได้ แต่ถ้าจะให้ดีซื้อให้ครบ 15% ของรายได้เลย
• ตัดเงินจำนวนหนึ่งทำ DCA ซื้อทุกเดือน ซื้อวันไหนดี วันที่เงินเดือนออกนั่นแหละดีที่สุด หรือถ้าถือเคล็ด ซื้อตรงกับวันเกิดตัวเองก็ได้ครับ
• เงินที่เหลือเก็บไว้รอจังหวะหุ้นตกหนักระหว่างปี ทยอยซื้อไปจนครบ ที่สำคัญต้องเข้าใจว่ากองทุนที่ตัวเองซื้อเป็นแบบไหน ถือหุ้นตัวอะไรอยู่บ้าง เพราะไม่ได้จำเป็นว่า SET แดง แล้วกองที่เราซื้อจะลงตามด้วย เผลอ ๆ เราอาจจะซื้อแพงด้วยซ้ำ
..
7) RMF ยังไม่แก่ก็ซื้อได้
.
หลายคนชอบคิดว่า อีกหลายปีกว่าจะเกษียณ RMF นี่ต้องรออายุ 55 ถึงจะขายได้ เดี๋ยวไว้ 50 ค่อยซื้อละกัน จริง ๆ แล้วอยากให้เปลี่ยนทัศนคติแบบนี้ว่า LTF และ RMF ไม่ได้มีไว้ให้แค่หักภาษี แต่เป็นเงินออมให้เราไว้สำหรับใช้หลังเกษียณ ครบ 7 ปี ไม่ต้องขาย เก็บไว้อย่างนั้น
.
ผมมักพูดเสมอว่า นี่คือแผนเกษียณรวย พออายุ 60 เราจะมีเงินสิบล้านบาท จาก LTF, RMF และ Provident Fund รวมกัน ซื้อเถอะไม่ต้องรอแก่ ไม่ต้องขายออก อีกอย่างคือ RMF เอาไว้กระจายความเสี่ยงได้ เพราะเราเลือกกองที่ไปลงทุนในต่างประเทศได้ และจะดีมากสำหรับคนที่เพิ่งเริ่มทำงาน อยากให้ซื้อตั้งแต่ได้เงินเดือน ๆ แรกของการทำงานเลยนะ
..
8) วางแผนการลงทุน
.
อยากให้เอาเงินเก็บบางส่วนหรือกันเงินจำนวนหนึ่งในแต่ละเดือนมาลงทุนกันบ้างตามระดับความรู้ที่มี อาจจะเริ่มด้วยกองทุนรวมก่อนก็ได้ครับ หรือจะเอาไปซื้อพันธบัตร ซื้ออสังหา หรือลงทุนในหุ้นก็ได้ ข้อนี้ไม่มีอะไรตายตัว เป็นเรื่องของความถนัดส่วนบุคคล ฝากไอเดียแบบนี้
.
• ตั้งเป้าหมายภาพใหญ่ว่าอีก 10 ปี 20 ปี อยากมีเงินเท่าไหร่จากการลงทุน เช่น สมมติว่า 10 ล้านบาท ใน 20 ปี
• ดูภาพย่อยว่าแต่ละปีต้องได้ผลตอบแทนเท่าไหร่ เช่น 5 แสนบาทต่อปี
• วางแผนว่าเงินลงทุนเรามีเท่าไหร่ สามารถเติมเงินเพิ่มได้เท่าไหร่ ต้องได้กี่เปอร์เซ็นต์ต่อปีถึงจะทำได้ 5 แสนบาท สมมติว่า 10% ต่อปี เราก็ไปดูว่าจะทำแบบไหนถึงจะได้ตามเป้า เพราะไม่ใช่ว่าจำเป็นต้องลงทุนแต่หุ้น บางทีแค่เลือกกองทุนดี ๆ หรือกอง SET50, กองดัชนี 10% ต่อปีในระยะยาวก็ทำได้เช่นกัน
.
9) มีวินัยและเริ่มตั้งแต่วันนี้
.
ข้อนี้สำคัญมาก เพราะถึงแม้เราจะวางแผนทุกอย่างมาดีมากแค่ไหน แต่ถ้าเราไม่เริ่มลงมือทำซักที หรือไม่ได้ทำแบบต่อเนื่องยาวนานพอ มันก็จะไม่เกิดผล แรก ๆ มันเหนื่อยมาก เพราะเราไม่คุ้นชินกับการทำแบบนี้ แต่ทำไปซักพัก พอเราเริ่มเห็นว่าเรามีเงินเก็บเยอะขึ้น เงินลงทุนเราเติบโตขึ้น เราก็จะมีกำลังใจและทำต่อไปได้ครับ
.
10) ใช้เงินที่เหลือด้วยความสบายใจ
.
ผ่านมา 9 ข้อ เหลือเงินกันเท่าไหร่ครับ (บางคนบอกว่าผมหมดตั้งแต่ไม่กี่ข้อแรกแล้วพี่) เงินที่เหลือนี่แหละ ใช้เข้าไปให้เต็มที่เท่าที่อยากจะใช้ เอาไปซื้อเสื้อผ้า รองเท้า แต่งตัวเป็นแสนแล้วไปเดินสยามก็ได้ จะกินกาแฟแก้วละเป็นร้อยก็ได้ เพราะเราเก็บเงินทุกอย่างตามแผนเราหมดแล้ว แต่สิ่งที่อยากบอกคือ อย่าเอาแต่เก็บเงินหรือเครียดจนเกินไป อะไรก็ไม่กล้าใช้ไม่กล้าซื้อไปซะหมด เพราะสุดท้ายเราก็จะไม่มีความสุขซะเอง
.
..
ถ้าวันนี้คุณอายุ 25 ไม่ได้เด็กเกินไป ในการเริ่มต้นวางแผนการเงิน
ถ้าวันนี้คุณอายุ 35 ไม่ได้สายเกินไป ที่จะลงมือทำได้แล้ว
ถ้าวันนี้คุณอายุ 45 ไม่ได้แก่เกินไป ที่จะบอกว่า ไม่ทันแล้ว
..
อย่าให้อีก 10 ปี ข้างหน้า ต้องบอกกับตัวเองว่า รู้งี้เก็บเงินตั้งแต่ 10 ปีที่แล้วดีกว่า
.
เพราะสิ่งที่น่ากลัวกว่า การตายก่อนแก่ คือ “แก่แล้วไม่มีเงินใช้”