เลี้ยงลูกอย่างไรให้ได้ EF

นอกจากเรื่องหุ้น สิ่งที่ผมสนใจก็คือ ฟุตบอล กาแฟ และพัฒนาการเด็ก ต้องบอกว่าผมเป็นคนติดลูกพอ สมควร ทำให้ชอบอ่านหนังสือเรื่องก ารเลี้ยงลูก เพื่อว่าจะได้เอามาปรับใช้กับตัวเอง เลยมาสะดุดกับชื่อหนังสือเล่มนี้ของคุณหมอ “ประเสริฐ ผลิตผลการพิมพ์” ทำให้อยากรู้ว่า วิธีการเลี้ยงลูกแบบ EF คืออะไร

พออ่านจบก็ยังไม่เคลียร์มาก  แต่หลักการน่าสนใจ เลยไปเสิร์ชเจอวีดีโอบรรยาย ของ “ผศ.ดร.ปนัดดา ธนเศรษฐกร” หรือ “อาจารย์หม่อม” ผู้เชี่ยวชาญด้านการใช้วินั ยเชิงบวกในการเลี้ยงดูเด็ก วันนี้เลยอยากจะเล่าให้ฟังแ บบคร่าว ๆ เกี่ยวกับเรื่อง EF ครับ และตอนท้ายก็จะเอามาผูกเข้า กับเรื่องการลงทุนด้วย ถ้าพร้อมแล้วมาเริ่มกันเลย
.
** EF คือ อะไร **
.
ทุกคนชูมือขึ้นครับ แปะไปที่หน้าผาก ข้างในตรงส่วนนี้จะมีกระบวน การทำงานของสมองที่เรียกว่า  Executive Function (EF) มันจะดึงประสบการณ์ในอดีต มาประมวลกับสถานการณ์ปัจจุบ ัน เพื่อคิดวิเคราะห์ ตัดสินใจ ควบคุมอารมณ์ พฤติกรรมต่าง ๆ เพื่อให้บรรลุเป้าหมายที่ต้ องการ
.
EF จะถูกหยิบมาใช้เมื่อต้องการ แก้ปัญหา ตัดสินใจ เช่น ให้ลูกเลือกร้านอาหารเอง จัดเสื้อผ้าไปต่างจังหวัดด้ วยตัวเอง หรือจะขีดเส้นยังไงให้ตรงถ้ าไม่มีไม้บรรทัด เด็กที่มีทักษะ EF ดี ก็จะเป็นเด็กที่คิดเป็น ทำเป็น เรียนรู้และแก้ปัญหาเป็น อยู่ในสังคมได้อย่างมีความส ุข แต่ EF ต้องอาศัยประสบการณ์ในอดีตเ ข้ามาช่วย ซึ่งพ่อแม่คือคนสำคัญในการเ ติมประสบการณ์ที่มีคุณภาพให ้เด็ก ๆ
.
** เริ่มก่อร่างสร้าง EF **
.
• ตั้งแต่แรกเกิด สิ่งแรกที่พ่อแม่ต้องสร้างค ือ ความไว้วางใจ (Trust) ให้กับลูก เขาจะรู้ว่าถ้าหิว ก็จะมีนมมา ถ้าล้มก็จะมีคนอุ้ม ถ้าหนาวก็จะมีผ้าห่ม ให้ลูกไว้ใจว่าโลกนี้ปลอดภั ย ทำให้เด็กมั่นใจที่จะพัฒนาก ารคลาน ยืน เดิน ได้ต่อไป เพราะฉะนั้นช่วงนี้คือ ช่วงเวลาที่แม่ควรให้นมลูกน านที่สุด กอดลูก หอมลูก สร้างสายสัมพันธ์กับลูก
.
• พอโตขึ้นมาเดินได้ วิ่งได้ เข้าสู่ขวบปีที่ 3 เป็นวัยที่เด็กกำลังบอกว่า “หนูทำได้ และหนูจะทำให้ดู” พ่อแม่ก็ควรเฝ้าดู ปล่อยให้ลูกลองผิดลองถูกด้ว ยตัวเอง และเมื่อถึงวัยเข้าโรงเรียน  บางทีเด็กก็จะถ่ายโอนแม่ไว้ ที่ตุ๊กตา หมอน ผ้าห่ม เหมือนเป็นตัวแทนว่าแม่อยู่ ใกล้ ๆ เพราะฉะนั้นถ้าเด็กติดของพว กนี้ก็อย่ารีบไปดึงออกมาจาก เค้า เพราะมันอาจเป็นกลิ่น เป็นตัวแทนของแม่ให้เด็ก ๆ ได้ไว้วางใจ
.
• 3-7 ขวบ เป็นช่วงวัยสร้าง Self-Esteem ที่ลูกเริ่มสะสมความมั่นใจ แล้วพ่อแม่ก็ต้องคอยชมในแต่ ละความสำเร็จ ซึ่งงานบางอย่างต้องซอยออกม าอย่างละเอียดเพื่อให้เด็กเ ข้าใจและทำตามได้ เช่น ถูบ้าน ก็ต้องเริ่มจาก เปิดน้ำใส่ถัง เอาไม้จุ่ม บิดน้ำ ถูพื้น ทำทีละขั้นทีละตอน
.
==========================
.
วิธีการง่าย ๆ ในการฝึก EF กับลูกก็คือ
.
1) เล่นด้วยกันเยอะๆ (การเล่นพัฒนาสมองส่วน EF) ปั้นดินน้ำมัน เล่นบล็อกไม้ ระบายสี ปีนป่าย ฯลฯ
2) ทำงานบ้าน (ฝึกวินัย ความอดทน)
3) อ่านนิทาน (ฝึกความตั้งใจจดจ่อ เปิดสมองจินตนาการ)

** ลักษณะของ “สมอง” 3 ข้อ **
.
เพราะ EF เป็นเรื่องเกี่ยวกับกระบวนก ารของสมอง เราจึงต้องเข้าใจว่าสมองมีล ักษณะเริ่มต้นมาแบบนี้
.
1) เอาตัวรอด เป็นสัญชาตญาณของมนุษย์ที่จ ะตอบสนองเพื่อความปลอดภัย เช่น เด็กเล็ก ๆ เวลาหิวก็จะร้อง ไม่พอใจก็จะโวยวาย บางทีก็มีแอบกินขนม พอทำผิดก็จะทำเสียงดัง พ่อแม่จึงจำเป็นต้องสอนลูกใ ห้รู้จักคิด ทำ เรียนรู้ผ่านการเล่น ทำงานบ้าน เล่านิทาน เหมือนที่บอกไป เพื่อไม่ให้ลูกอยู่แค่โหมดเ อาตัวรอด
.
2) สมองต้องเรียนรู้แบบซ้ำ ๆ จนเป็นนิสัย เช่น ฝึกหยิบ ฝึกจับ บ่อย ๆ ก็ทำให้กล้ามเนื้อเคลื่อนไห ว ทำให้ขยับร่างกาย เดิน วิ่ง กิน ได้ ฝึกวิธีการพูด คำนวณ วาดรูป จนช่ำชองเกิดเป็นนิสัยความส ามารถติดตัว
.
3) สมองเรียนรู้จากสิ่งที่เคยไ ด้ยิน ได้เห็น ได้ทำมา คือ จากประสบการณ์ที่เคยเกิดขึ้ นมาในอดีต แล้วก็เอามาประมวลผลให้เราค ิด ทำ พูด ออกมาในสถานการณ์ปัจจุบัน
.
การฝึกให้ลูกมี EF ก็คือการฝึกทักษะให้สมองได้ เกิดการใช้งานซ้ำไปซ้ำมา และตอกย้ำประสบการณ์คุณภาพใ ห้กับลูก เพื่อให้เขามีทักษะในการคิด  ตัดสินใจ ได้อย่างเหมาะสม และเชื่อว่าสุดท้ายแล้ว คนที่เป็นพ่อแม่ก็คงไม่ได้ค าดหวังอะไรกับลูกมากไปกว่าก ารได้เห็นลูกเป็นคนดี ดูแลตัวเองได้ ไม่เบียดเบียนคนอื่น มีอนาคตที่ดี
.
** EF กับการลงทุน **
.
เพราะ EF เป็นกระบวนการของสมองในการค ิด วิเคราะห์ ตัดสินใจ โดยมีเรื่องของอารมณ์และประ สบการณ์มาเกี่ยวข้อง ซึ่งก็ไม่ต่างจากการลงทุนที ่เราสามารถเอามาใช้ฝึกทักษะ ได้แบบนี้
.
1) เล่นด้วยกันเยอะๆ มาเป็น เล่นหุ้นเยอะ ๆ เพื่อฝึกฝีมือการลงทุน สร้างประสบการณ์เยอะ ๆ
2) ทำงานบ้าน มาเป็น ทำการบ้าน ทบทวนข้อผิดพลาดอยู่บ่อย ๆ
3) อ่านนิทาน มาเป็น อ่านหนังสือเพื่อการลงทุนเพ ื่อเพิ่มความรู้
.
สุดท้ายสมองเราก็จะสั่งสมปร ะสบการณ์คุณภาพให้เราก้าวออ กจากโหมด cut loss เพื่อเอาชีวิตรอด มาสู่ให้สมองเกิดการเรียนรู ้ซ้ำแล้วซ้ำอีก จนประสบความสำเร็จในที่สุด
.
สำหรับคุณพ่อคุณแม่อยากให้ด ูคลิปนี้ของ ดร.ปนัดดา ครับ ดีจริง ๆ
.
https://www.youtube.com/ watch?v=artx3MOk3Ew