เรียนรู้เรื่องหุ้นจาก Dragon Ball

ตอนเด็ก ๆ ผมชอบอ่านหนังสือการ์ตูนมาก หนึ่งในเรื่องที่ผมติดงอมแงมก็คือ Dragon Ball ผมมีซุปเปอร์ไซย่าเป็นแรงบันดาลใจ หลายครั้งเวลาผมเหนื่อยผมท้อ ผมจะไปหยิบถั่วมากินแล้วคิดว่ามันคือถั่วเซียนที่ทำให้ผมมีพลังพร้อมที่จะแปลงร่างให้เก่งขึ้นได้อีก

Dragon Ball ทำให้ผมได้ข้อคิดดี ๆ มากมายและเอามาปรับใช้ในชีวิตประจำวัน รวมไปถึงเรื่องของการลงทุนในหุ้นด้วย อาจจะดูเพ้อเจ้อไปหน่อย แต่ผมอยากเล่าให้ฟังครับ
.
1) ไม่มีใครเก่งมาตั้งแต่เกิด ทุกสิ่งล้วนเกิดจากความพยายาม
.
ถ้าเราย้อนไปดูซุนโงกุน หรือโกคูในวัยเด็ก ก็ไม่ได้เก่งมาตั้งแต่แรก แต่ความเก่งค่อย ๆ พัฒนาขึ้นเรื่อย ๆ จากความพยายามและการฝีกฝนอย่างหนักทุกวัน ๆ โดยไม่มีคำว่าขี้เกียจ
.
>> เรื่องหุ้นก็เหมือนกัน ทุกคนเริ่มมาจากความไม่รู้ ตั้งแต่เปิดบัญชียังไง ซื้อขายอย่างไร แต่ความรู้จะค่อย ๆ พัฒนาขึ้นเป็นลำดับ แรก ๆ อาจขาดทุนเยอะหน่อย ค่อย ๆ อ่านหนังสือ ดูวีดีโอความรู้ ลงคอร์สเรียน ฝึกอ่านงบ ทำทุกวัน ๆ ในที่สุดเราก็จะเก่งได้เองโดยอัตโนมัติ
.
2) มองอุปสรรคคือความท้าทาย ถ้าผ่านไปได้เราจะเก่งขึ้น
.
ซุนโงกุน ตื่นเต้นอยู่เสมอเวลาเจอคนที่เก่งกว่า ไม่ว่าจะเป็นเบจีต้า ฮิตโตะ หรือจิเร็น และเมื่อสู้กันครั้งแรกก็จะแพ้แบบหลุดลุ่ย แล้วก็จะกลับไปฝึกฝนอย่างหนักเพื่อให้ตัวเองเก่งขึ้น โดยที่เราไม่เคยเห็นโงกุนท้อเลยสักครั้ง เมื่อมาสู้กันอีกรอบก็สามารถเอาชนะคู่ต่อสู้ได้
.
>> เราก็มักจะแพ้ในการเล่นหุ้นอยู่บ่อย ๆ บางครั้งเราคิดว่าเราแน่แล้ว แต่ดันมาเจอหุ้นที่มีอาวุธลับตอนจบที่คาดไม่ถึงทำให้เราต้องเจ็บหนักปางตายก็มี ที่สำคัญคืออย่าท้อ แต่ให้เราจดบันทึกไว้เป็นคัมภีร์ของเราเลยว่าบทเรียนที่เราชนะหรือแพ้คืออะไร แล้วต้องทำยังไงถึงจะชนะได้ รอบหน้าถ้าเจอหุ้นลักษณะนี้อีกเราจะไม่มีทางแพ้
.
3) หาแรงผลักดันให้เราก้าวข้ามขีดจำกัดของตัวเองได้ เพื่อแปลงร่างเป็นซุปเปอร์ไซย่า
.
เพราะความโกรธที่คุริรินโดนฟรีสเซอร์ฆ่าตาย ทำให้โงกุนแปลงร่างเป็นซุปเปอร์ไซย่าได้ในครั้งแรก หรืออย่างล่าสุดเพราะความเชื่อใจที่ทุกคนมีให้และความต้องการปกป้องโลก ทำให้โงกุนก้าวข้ามขีดจำกัดแบบอัตนิยม หรือ Ultra Instinct จนทำให้ผมเข้าใจว่าเก่งขั้นเทพมันเป็นแบบนี้นี่เอง สิ่งเหล่านี้ล้วนเกิดขึ้นมาจากแรงขับในตัวเองทั้งนั้น
.
>> เราลองถามตัวเองดูครับว่า เราอยากประสบความสำเร็จในการลงทุนเพื่ออะไร ชื่อเสียง เงินทอง อิสรภาพ เวลา ครอบครัว นั่นคือสิ่งที่ถ้าเราหาเจอมันจะเป็นแรงผลักดันที่ยิ่งใหญ่ให้เราพยายามอย่างไม่ลดละ เมื่อใดที่รู้สึกท้ออยากยอมแพ้ ให้คิดถึงแรงขับอันนี้ไว้ แล้วคุณจะก้าวข้ามขีดจำกัดจนเป็นซุปเปอร์ไซย่าได้
.
4) หาอาจารย์ที่จะช่วยให้เราเก่งขึ้น
.
โงกุนไม่ได้เก่งเพราะฝึกฝนด้วยตัวเองเพียงอย่างเดียว แต่เค้าได้อาจารย์ที่ดีไม่ว่าจะเป็นผู้เฒ่าเต่า ไคโอชิน หรือท่านวิส ที่ช่วยสอนช่วยแนะนำเทคนิคต่าง ๆ ให้เก่งขึ้นได้
.
>> เรื่องหุ้นก็เหมือนกัน การที่เราได้เรียน ได้ดู ได้ฟังคนเก่ง ๆ ทั้งจากคอร์สหุ้น Youtube หนังสือที่อ่าน สัมมนาที่ไป ก็จะช่วยให้เราได้ซึมซับเทคนิคของคนต่าง ๆ มามากมาย เทคนิคที่ผมชอบใช้คือ ผมมักจะ search ชื่อคนเก่ง ๆ ใน Youtube เพื่อหาคลิปสัมภาษณ์ของเค้ามาดู เพื่อที่จะได้เรียนรู้แนวคิดของแต่ละคน ดูซ้ำไปซ้ำมาหลาย ๆ ตอน ก็เหมือนเราได้อยู่ใกล้ คนเก่ง ๆ แล้วก็เอาสิ่งที่ได้มาปรับใช้กับตัวเอง
.
5) หาท่าไม้ตายของเราให้เจอ
.
โงกุนมีพลังคลื่นเต่าสะท้านฟ้า เบจีต้ามีไฟนอล แฟลช ที่เราเห็นเป็นประจำเป็นทีเด็ดเอามาใช้พิชิตศัตรูตอนจบ และมักได้ผลอยู่เสมอ แต่ก่อนที่จะเป็นท่าไม้ตายได้นั้นแต่ละคนก็ต้องฝึกใช้ท่านี้ซ้ำไปซ้ำมาจนเชี่ยวชาญ
.
>> ลงทุนในหุ้นก็ไม่ต่างกัน เราต้องหาท่าไม้ตายที่เราถนัดให้เจอ ท่าไหนที่ทำแล้วได้กำไร ให้ทำบ่อย ๆ อย่าไปคิดว่ามันต้องเป็นท่ายาก เพราะเราไม่ต้องเอาไปอวดใคร สิ่งที่เราต้องการคือทำแล้วสำเร็จใช้ได้ผลพอ จริง ๆ มันอาจจะง่าย ๆ เช่น รอตลาด panic ปีละ 1-2 หน แล้วซื้อหุ้นพื้นฐานดี ถือไว้ แค่นั้นก็ได้นะ
.
6) ครอบครัวและเพื่อนฝูงคือพลังอันยิ่งใหญ่
.
หลายครั้งการสู้คนเดียวก็ไม่ทำให้ชนะได้ แต่การรวมพลังกันทำให้เกิดผลที่ดีกว่า เพราะอาศัยจุดเด่นของแต่ละคนเข้ามาช่วย เช่น ความฉลาดของหมายเลข 17 ประสบการณ์ของผู้เฒ่าเต่า การฟิวชั่นเป็นเบจีโต้ หรือแม้แต่การรวมพลังของทุกคนจนเป็นลูกบอลเก็งกิขึ้นมาก็ทำให้ชนะคู่แข่งได้
.
>> การที่เราได้คุยกับคนหลาย ๆ คน ทำให้เราได้มุมมองที่หลากหลาย บางครั้งเราคิดไม่ถึง หรือมองโลกในแง่ดีเกินไปกับหุ้นที่เรามีอยู่ ทำให้เราฉุกคิดได้ว่าเราอาจผิดก็ได้ แต่ไม่ใช่ให้ไปลอกหุ้นเค้านะ ให้ลอกความคิดเค้าเอามาคิดต่อ หรือมานั่งถกกันเพื่อต่อยอดให้เก่งขึ้น
.
7) ใช้เวลาในแต่ละวันให้คุ้มค่
.
รู้จักห้องกาลเวลามั้ยครับ ที่เวลา 1 ปีในห้องเท่ากับ 1 วันข้างนอก เอาไว้ใช้ฝึกวิชาเวลาที่เรามีเวลาจำกัด พอออกมาจากห้องแต่ละคนก็เก่งขึ้นแบบผิดหูผิดตา
.
>> ในชีวิตจริงเราอาจไม่มีห้องแบบนั้น แต่เราลองคิดดูว่าในวันนึงที่มี 24 ชั่วโมง เราใช้เวลาแต่ละชั่วโมงคุ้มค่าแค่ไหน เล่น Facebook เล่น Line ช็อปปิ้ง เม้ามอยส์ กันวันละกี่ชั่วโมง ผมไม่ได้บอกว่าสิ่งเหล่านี้ไม่จำเป็นนะ เพียงแต่เราต้องบริหารเวลาให้ดีว่า ในแต่ละวันจะให้เวลากับการลงทุนในความรู้วันละกี่ชั่วโมง พักผ่อนกี่ชั่วโมง อยู่กับเพื่อนกับครอบครัวนานแค่ไหน ลองกำหนดตารางเวลากันดูนะครับ แล้วเราจะได้ไม่ต้องมานั่งเสียดายเวลาคร่ำครวญว่า รู้งี้เริ่มขยันตั้งแต่สิบปีที่แล้วดีกว่า ไม่มีคำว่าสายครับ เริ่มเลย ตอนนี้แหละ
..
แม้ว่าสุดท้ายแล้ว ในชีวิตจริงจะไม่มีลูกแก้วมังกรทั้ง 7 ที่เราสามารถรวบรวมและขอพรได้ตามที่ปรารถนา แต่ถ้าคุณเอาข้อคิดทั้ง 7 ด้านบน ไปลองปรับใช้ในการลงทุนของคุณ ผมเชื่อนะว่าคุณไม่จำเป็นต้องเรียกเทพเจ้ามังกรออกมา คุณก็ประสบความสำเร็จได้