หรือเราจะไม่มี “ดวง” เล่นหุ้น

มีหลายคนมาบ่นให้ฟังว่า อยากเลิกเล่นหุ้นแล้ว ไม่มีดวงเลยพี่ ศึกษามาก็เยอะ อ่านหนังสือมาก็แยะ แต่พอร์ตยังไปไม่ถึงไหนเลย บางตัวงบดีมาก แต่ราคาร่วงเอา ๆ บางตัวดูอนาคตไม่ชัด แต่ขึ้นเอา ๆ มีใครเคยรู้สีกท้อแบบนี้บ้างครับ ?

ผมก็เลยมานั่งคิดดูว่าหรือว่า ดวง มันจะมีผลขนาดนั้นเลยหรือเปล่า เพราะผมเองก็เป็นคนหนึ่งที่เคยมีหมอดูทักเมื่อหลายปีก่อนว่าไม่มีดวงเล่นหุ้น ผมก็กังวลนะ แต่ผมเชื่อมั่นในความดันทุรันของตัวเองมากกว่า ผมก็เลยพาตัวเองมาถึงจุดนี้ได้
.
ผมมองว่า “ดวง” น่าจะแปรผกผันกับ “ฝีมือ” คือ แรก ๆ ไม่รู้เรื่องอะไรเลย ซื้อหุ้นตามคนอื่นบอก ยังงี้ก็น่าจะเรียกว่าใช้ดวง 100% ต่อมาถ้าเราเริ่มศึกษามากขึ้นก็น่าจะทำให้เรามีฝีมือเลือกหุ้นได้ถูกตัวมากขึ้น และใช้ดวงน้อยลง
.
สิ่งที่ผมตอบน้องเค้าไปก็คื
.
ข้อแรก “อย่าเลิกลงทุน” ถ้าเราเชื่อว่านี่คือหนทางที่จะทำให้เราประสบความสำเร็จได้ (เพราะบางคนอาจจะมองว่าไปทำงานประจำดีกว่า ไปทำธุรกิจส่วนตัวดีกว่า ของแบบนี้ต้องขึ้นอยู่กับแต่ละคน ต้องตอบกันเอง)
.
ข้อสอง “มันต้องมีอะไรบางอย่างที่ผิด” เหมือนรถเสีย อาจแค่น้ำมันหมด แบตหมด หรือน้ำรั่ว เราต้องหามันให้เจอแล้วลองซ่อมดู ส่วนในเรื่องของหุ้นมันอาจจะเป็นสิ่งเหล่านี้
.
1) มองเห็นโอกาส แต่มองข้ามความเสี่ยง
.
หลายครั้งที่เราจินตนาการว่า บริษัทกำลังจะมีโปรเจ็คท์ใหญ่โต กำไรต้องออกมาดีแน่ ๆ เราเลยเข้าไปลงทุนแต่สุดท้ายบริษัทล้มเลิก หรือทำจริงแต่มีค่าใช้จ่ายมากมาย ทำให้ราคาร่วงหรือไม่ไปไหน เพราะฉะนั้นเราต้องประเมินให้ออกว่า เค้าจะทำจริงแค่ไหน แล้วผลดีที่จะเกิดเป็นอย่างไร หรือในกรณีที่ล้มโครงการขึ้นมาความเสี่ยงคืออะไร หรือหุ้นตัวนั้นดีจริง กำไรของจริง แต่จำเป็นต้องเพิ่มทุน ยังงี้ราคาก็ร่วงได้เหมือนกันเพราะกำไรโตไม่ทัน
.
สิ่งที่ผมอยากบอก คือ เวลาจะลงทุนหุ้นตัวไหน ให้ดู Downside Risk ก่อน ว่าถ้าเราจะแพ้ จะบาดเจ็บได้แค่ไหน ถึงตายเลยมั้ย หรือแค่แสบ ๆ คัน ๆ ถ้าความเสี่ยงจำกัด ค่อยไปดูว่า Upside มีความน่าจะเป็นแค่ไหน ได้เท่าไหร่ ถ้าไม่คุ้มก็อยู่เฉย ๆ ดีที่สุด

2) เลือกหุ้นถูกตัว แต่ซื้อผิดจังหวะ
.
การที่เราวิเคราะห์หุ้นมาอย่างดิบดี ประเมินมูลค่าว่าน่าสนใจ แล้วเราก็รีบเคาะขวาไปทันทีทันใด เพราะกลัวตกรถ นั่นก็อาจจะทำให้เราดอยแทน เพราะมันอาจจะวิ่งมาแล้วซักระยะก็ได้ แต่กรณีแบบนี้ถ้าเรามั่นใจว่าอนาคตมันจะดี ราคาจะตอบรับในระยะยาว ก็ต้องอดทนรอให้ราคากับมูลค่าวิ่งมาบรรจบกันในวันข้างหน้า

3) อดทนไม่พอ ประเมินมูลค่าปีหน้า แต่อยากให้ราคาวิ่งปีนี้
.
อันนี้ก็คล้าย ๆ กับข้อที่แล้ว สมมติเราคำนวณหุ้นตัวนึงว่าน่าสนใจมาก ตอนนี้ P/E 30-40 เท่า แต่ 1-2 ปีข้างหน้า P/E ต้องลงมาเพราะกำไรจะเพิ่มขึ้น เราก็เลยซื้อไป หลังจากนั้น ราคามันก็นิ่งเป็นเดือนหรือบางครั้งก็ลงด้วยซ้ำ เราก็เลยร้อนใจ โดยลืมคิดว่าสิ่งที่เราประเมินมันคืออนาคต 1-2 ปีหน้า คือ ต้องอดทนรอให้เป็น

4) หลงรักหุ้นจนตัวตาย
.
เราเชื่อว่านี่คือหุ้นเติบโต แต่บางทีเมื่อมันโตลดลง เรากลับไม่ยอมขาย เพียงเพราะเราเชื่อว่ามันยังโตอยู่ แค่หดตัวชั่วคราว เดี่ยวกำไรน่าจะกลับมา ซึ่งบางครั้งจริง บางครั้งไม่จริง เราต้องประเมินให้ได้แล้วพอได้คำตอบก็ต้องถามใจตัวเองว่าจะจัดการอย่างไรว่าจะ ซื้อ ถือ หรือ ขาย
.
5) ผิดที่การจัดสรรเงินทุน (Asset Allocation)
.
บางครั้งความมั่นใจมากเกินไป หรืออยากได้ผลตอบแทนมาก ๆ ทำให้เราซื้อหุ้นเพียงแค่ 1-2 ตัว ทั้งพอร์ต คือ ถ้าถูกทางก็ดีไป แต่บางครั้งมันผิดทางหรือบางตัวต้องรอนานมันก็อาจจะมีผลกระทบต่อผลตอบแทนโดยรวมของเราได้ โดยส่วนตัว เพราะผมเคยโดนมากับตัว ถึงแม้จะมั่นใจแค่ไหนก็จะไม่ทุ่มหมดตัวหรือรักหมดใจไปกับหุ้นตัวใดตัวหนึ่ง
.
จริง ๆ แล้วมันก็อาจมาจากหลายสาเหตุ อยากให้ลองไปนั่งหามุมสงบอยู่คนเดียวแล้วลองพิจารณาดูว่า เราพลาดที่ตรงไหน จดไว้แล้วหาทางซ่อมมันให้ได้ รถพังยับยังซ่อมได้ ชีวิตเรายังไม่พังเท่าไหร่ก็ต้องซ่อมได้สิน่า
.
สุดท้าย ผมเชื่อในคำพูดของ “ขงเบ้ง” ที่บอกว่า

เพราะแสวงหา มิใช่เพราะรอคอย
เพราะเชี่ยวชาญ มิใช่เพราะโอกาส
เพราะสามารถ มิใช่เพราะโชคช่วย
ดังนี้แล้ว “ลิขิตฟ้าหรือจะสู้มานะตน”