หยุดคิดสักนิด ก่อนซื้อหุ้น IPO

ช่วงนี้หุ้น IPO หรือหุ้นน้องใหม่ที่เพิ่งจะเข้าตลาดหลักทรัพย์เป็นครั้งแรก เริ่มทยอยมาให้เห็นกันอีกครั้ง บางบริษัทก็สร้างผลตอบแทนได้ดี ราคาวิ่งสูงลิ่ว แต่ก็มีอีกหลายบริษัทที่ราคาลงหลุดต่ำกว่าจอง เพราะฉะนั้น ผมอยากฝากข้อคิดให้สำหรับคนที่สนใจเข้าไปลงทุนหุ้น IPO กันครับว่า ควรพิจารณาอะไรกันบ้าง

1. เจตนาของการ IPO คืออะไร
.
ทำไมเขาถึงอยากเอาบริษัทเข้าตลาด เขาจะเอาเงินไปทำอะไร ให้คิดเหมือนเพื่อนสมัยประถมที่พอจะจำหน้ากันได้ลาง ๆ แต่ไม่ค่อยสนิทมาก โทรมาขอยืมเงิน เราก็ต้องอยากรู้ใช่มั้ยว่าจะเอาไปทำอะไร ถึงจะได้ตัดสินใจถูกว่าจะให้ยืมหรือไม่ให้ยืมดี ซึ่งจะมีอยู่ 3 แบบ คือ
.
• เอาไปลงทุน อยากทำ startup มีไอเดียดี แต่พ่อแม่ไม่สนับสนุน เลยอยากชวนเรามาร่วมหุ้น เผื่อว่าวันนึงประสบความสำเร็จจะได้เป็นอย่าง Air BNB, Grab หรือแม้แต่ Facebook ถ้าเจอเพื่อนหัวการค้าหรือบริษัทที่มีแนวคิดน่าสนใจ มีความเป็นไปได้ ก็น่าสนใจที่จะร่วมทุนด้วย
.
• เอาไปใช้หนี้พนัน คือ แทงบอลไปกะว่าได้ชัวร์ สุดท้ายพลาด ติดหนี้อยู่หลายแสน ไม่กล้าบอกพ่อแม่ เลยโทรมาขอยืมเพื่อน ก็ไม่ต่างกับบริษัทที่มีหนี้เยอะแยะ เข้าตลาดมาแล้วอยากขอเงินนักลงทุนไปใช้หนี้ ต้องดูว่าเอาไปใช้หนี้เพราะว่ามีการลงทุนในสินทรัพย์ที่ก่อให้เกิดประโยชน์ หรือเอาไปใช้หนี้พนัน บางเคสหนักกว่า คือ กู้มาปันผลให้พวกพ้องตัวเอง ขาย IPO ได้เงินมาเอาไปคืนหนี้แบงค์ อย่างงี้เรียก อัฐยายซื้อขนมยาย
.
• อยากเลิกกิจการ เรียกง่าย ๆ ว่า อยากเข้ามาเพื่อ Exit นั่นเอง คือ บางกิจการมันเริ่มตันแล้ว โตถึงที่สุดแล้ว แนวโน้มอุตสาหกรรมเริ่มใกล้จะถดถอยแล้ว ถ้าไม่รีบขายตอนนี้เดี๋ยวไม่ได้ราคา เอามาหลอกขายเพื่อนดีกว่า
.
เพราะฉะนั้น ก่อนที่จะให้เพื่อนสนิท คิด (ไม่) ซื่อ ยืมเงิน ต้องถามให้ชัวร์ก่อนครับว่า จะเอาไปทำอะไร จะได้มั่นใจว่า สุดท้ายแล้วเราจะได้เงินคืนกลับมาหรือไม่
.
2. ผลงานที่ผ่านมาไว้ใจได้แค่ไหน
.
ประเด็นแรก ให้ดูในเรื่องของคน ไหน ๆ ลองเช็คซิ เพื่อนคนนี้มันเป็นคนยังไง ตั้งใจเรียนมั้ย ตั้งใจทำงานหรือเปล่า นิสัยขี้โกง หรือเคยหลอกลวง ต้องคดีอะไรหรือเปล่า
.
ประเด็นถัดมา ให้ดูผลงานของบริษัทว่า ที่ผ่านมา 3-5 ปี เติบโตได้ดีแค่ไหน ทั้งรายได้ ค่าใช้จ่าย และกำไร มีรายการพิเศษอะไรบ้างหรือเปล่า แนวโน้มในอนาคตยังดีต่อไหม พื้นฐานเปลี่ยนหรือเปล่า ทั้งตัวบริษัทและอุตสาหกรรมที่อยู่ จะได้ดูว่า เพื่อนคนนี้จะคบกันได้นานแค่ไหน
.
3. มีจุดตายอะไรในธุรกิจ
.
เพื่อนบางคนดีแสนดี เก่งแสนเก่ง แต่มีจุดอ่อน เช่น กลัวความสูง กลัวที่แคบ ไม่กล้าตัดสินใจ มีคดีติดตัว เป็นต้น หรือในแง่ธุรกิจ ขึ้นกับค่าเงิน น้ำมัน สินค้าโภคภัณฑ์ งานประมูล ที่ควบคุมเองไม่ได้ พอเจอเหตุการณ์ไม่คาดฝันอะไรขึ้นมา ก็ทำให้เจ๊งได้ในพริบตา เราก็ต้องระมัดระวังหรือคิดให้หนักก่อนที่จะร่วมทุนด้วย
.
4. สัดส่วนการถือหุ้นหลัง IPO
.
เพื่อนเราใจดี บอกว่า ขอยืมเงินก้อนนึง เดี๋ยวให้หุ้นมากกว่าเราเลย เราถือนิดเดียวพอ แบบนี้มันก็ดูแปลก ๆ ว่า ก่อนเข้าตลาดตัวเพื่อนกับครอบครัวถือหุ้นเป็นหลัก แต่ทำไมพอเข้าตลาดแล้วสัดส่วนลดลงไปเยอะมาก ทำไมไม่อยากบริหารงานต่อแล้วหรอ ถ้าธุรกิจดีจริง มั่นคง อนาคตสดใส เจ้าของก็ต้องอยากถือหุ้นเยอะ ๆ สิ หรือบางกรณีประกาศเลยว่าจะขาย Big Lot ที่ราคา IPO ในวันเปิดตลาดวันแรก แบบนี้ก็น่าสงสัยไม่ใช่น้อย ว่าเพราะอะไร ต้องการเพิ่มสภาพคล่อง หรือว่าเป็น Money Game กันแน่
.
5. ราคาขายถูกหรือแพง
.
เราต้องเปรียบเทียบให้ดีว่า การที่เพื่อนมาขอยืมเงินเรา แล้วเอาหุ้นบริษัทมาแลกเปลี่ยน มันคุ้มค่าแค่ไหน เราต้องเปรียบเทียบไม่เพียงแต่ผลงานของบริษัทเอง แต่ต้องเทียบกับคู่แข่งในอุตสาหกรรมเดียวกันด้วยว่า ถูกหรือแพงกว่าแค่ไหน ทั้งปัจจุบันและก็คาดการณ์ในอนาคต เพราะบางทีเราเจอของดีแต่แพงไปก็ไม่คุ้ม หรือบางทีเจอของไม่ดีแถมแพงอีก แบบนี้เรียกว่าซวยสองต่อ
..
โดยสรุปแล้ว เราในฐานะเจ้าของเงินต้องพิจารณาให้รอบคอบ และมีสิทธิ์เต็มร้อยหากไม่มั่นใจ ไม่ไว้ใจเพื่อนคนนี้ เราก็แค่ไม่ต้องให้ยืมเงินก็ได้ครับ เพื่อนสนิทบางคนยังไว้ใจไม่ได้ นับประสาอะไรกับคนไม่สนิทกันแล้วมาขอยืมตังค์ครับ
.
#IPO #วิตามินหุ้น #FINSPACE