สรุป GDP Q2’2561 แบบง่าย ๆ

ตัวชี้วัดที่นิยมใช้กันเพื่อบอกว่าเศรษฐกิจของประเทศโตแค่ไหนมักจะใช้ GDP (Gross Domestic Product) หรือ “ผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศ” แปลง่าย ๆ คือ เป็นการวัดว่าใน 1 ปี ประเทศไทยผลิตสินค้าและบริการออกมามีมูลค่าเท่าไหร่ จะเป็นคนไทยหรือต่างชาติผลิตก็นับหมด และจัดออกมาเป็น 5 กลุ่มที่เราคุ้น ๆ กัน ได้สมการแบบนี้

GDP = C+I+G+X-M
..
ในแง่ของมูลค่า GDP เท่ากับ 16.4 ล้านล้านบาท (คิดเป็นครึ่งหนึ่งของบริษัท Apple) หรือถ้าคิดเป็นรายได้ต่อหัวจะได้ 242,166 บาท/คน/ปี แต่ถ้าจำได้จากที่เราเคยคุยกันเรื่องธงฟ้า คนรายได้น้อยกว่า 100,000 บาท มี 14 ล้านคน นั่นแปลว่า มีความเหลื่อมล้ำทางการกระจายรายได้อยู่มาก หรืออีกนัยนึงคือ ประเทศไทยรวยกระจุก จนกระจาย
.
และที่เราได้ยิน GDP เป็นเปอร์เซ็นต์ คือการเติบโตเทียบกับปีที่ผ่านมา เป็นแบบนี้
.
ปี 2559 GDP +3.3%
ปี 2560 GDP +3.9%
Q1’2561 GDP +4.9%
Q2’2561 GDP +4.6%
..
ซึ่งจะเห็นว่าโตขึ้นมาเรื่อย ๆ ทุกปีจากเลข 3% มาเป็นเลข 4% กว่า เรามาดูเครื่องจักรกันทีละตัวครับว่าเป็นอย่างไร
..
===========================
.
** การบริโภคภาคเอกชน +4.5% **
.
• ดีขึ้นเรื่อย ๆ จากปี 59 มาปี 60 และ Q1, Q2 ปีนี้ คือ 3% >> 3.2% >> 3.7% >> 4.5%
• แต่ที่โตเยอะคือสินค้าคงทน +10.8% ก็ตามชื่อเลย คือ ของที่ซื้อมาแล้วใช้ทนเป็นปี ๆ ในกรณีนี้ที่โตเยอะ ๆ คือ รถยนต์นั่นเอง ทำไมโตเยอะ ก็มาจากรถคันแรกครบ 5 ปี ผ่อนหมดแล้ว รถเก่าแล้ว ก็ถึงเวลาเปลี่ยนรถใหม่ ผ่อนกันใหม่
• แต่ที่โตน้อยคือ สินค้าไม่คงทน +1.5% ก็ตามชื่อเช่นกัน ของที่ไม่ทนใช้แล้วหมดไปโดยไว คือ พวกอาหารและเครื่องดื่มนั่นเอง
• เวลาพูดถึงตัว C เรามักจะชอบไปดูเรื่องดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค ซึ่งเป็นการให้ทำแบบสอบถามความคิดเห็นประมาณว่า คิดว่ารายได้ เศรษฐกิจ การว่างงาน การเมือง เป็นยังไงบ้าง ซึ่งรอบล่าสุดได้มาที่ 67.5% สูงสุดในรอบ 13 ไตรมาส
.
>> สรุปตัว C ถามว่าโตมั้ย ก็โตจริง เพียงแต่ มันไปโตที่รถยนต์ซึ่งเป็นคนชั้นกลางถึงคนรวยซื้อ แต่ของกินของใช้ไม่ค่อยโตเท่าไหร่ นี่ขนาดคนรายได้น้อยได้เงินสวัสดิการรัฐแล้วด้วยนะ ประเด็นหนึ่งก็อาจจะเป็นเพราะหนี้ครัวเรือนยังอยู่ในระดับสูงอยู่ มีรายได้ก็ยังต้องจ่ายคืนหนี้ก่อน แล้วค่อยมาซื้อของกินของใช้
.
===========================
.
** การลงทุนภาคเอกชน +3.2% **
.
• การขยายตัวจากปี 59 มาปี 60 และ Q1, Q2 ปีนี้ คือ 0.5% >> 1.7% >> 3.1% >> 3.2%
• และอัตราการใช้กำลังการผลิต ในช่วงเดียวกัน คือ 65% >> 67% >> 72% >> 66%
• การลงทุนที่โตคือ เครื่องมือเครื่องจักร +3.3% อุตสาหกรรมที่ใช้เพิ่มมาก ๆ คือ ยานยนต์ น้ำตาล คอมพิวเตอร์ พลาสติกและยาง ส่วนอุตสาหกรรมที่ลดลงคือ ทอผ้า เฟอร์นิเจอร์ เครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์
.
>> สรุปตัว I ช่วงปีก่อนหน้าที่เหมือนโตไม่เยอะอาจเป็นเพราะยังมีสินค้าเหลืออยู่ ไม่ต้องผลิตเพิ่มมากนัก พอมาหลัง ๆ ระบายของออกไปได้แล้ว ก็เลยเริ่มลงเครื่องจักรใหม่ ผลิตสินค้ามากขึ้น และก็ส่งออกเพิ่มด้วยตามเศรษฐกิจโลกที่ดีขึ้น
.
==============================
.
** รัฐบาล ลงทุน +4.9% และ ใช้จ่าย +1.4% **
.
• การลงทุนภาครัฐเหวี่ยงมาก จากปี 59 มาปี 60 และ Q1, Q2 ปีนี้ คือ 9.5% >> -1.2% >> 4% >> 4.9% เติบโตในส่วนของงานรัฐวิสาหกิจ
.
• การใช้จ่าย ในช่วงเดียวกัน คือ 2.2% >> 0.5% >> 1.9% >> 1.4% ก็ดูโอเคขึ้น ที่ผ่านมาติดปัญหาเรื่อง พ.ร.บ. จัดซื้อจัดจ้างฉบับใหม่ที่ยังไม่เข้าใจระเบียบระบบ กลัวใช้ไปแล้วผิดกฎหมาย แต่ตอนนี้เริ่มเข้าใจแล้วเลยมีการเบิกจ่ายมากขึ้น
.
>> สรุปตัว G ที่ดูน่าสนใจเป็นในส่วนของการลงทุนรัฐวิสาหกิจ และถ้าในอนาคตถ้ามีการลงทุนภาครัฐด้านอื่น ๆ ตามมาก็น่าจะช่วยให้ตัว I กับ C เพิ่มเติมขึ้นมาได้
.
===============================
.
** ส่งออก +12.3% **
.
• การส่งออกในรูปแบบ USD จากปี 60 และ Q1, Q2 ปีนี้ คือ 9.8% >> 9.9% >> 12.3%
• ถ้าแยกย่อยลงมาจะพบว่า ปริมาณส่งออก +7.5% และราคาส่งออก +4.5% ถ้าดูแบบนี้อาจเดาได้ว่า ของที่เราส่งออกไปขาย ไม่น่าจะได้ราคาดี เพราะเป็น commodity หรือชิ้นส่วนต่าง ๆ ที่ต่อรองราคาสูง ๆ ไม่ได้มาก
• ถ้ามาดูรายประเทศที่โตดี ก็ทั้งหมดไม่ว่าจะเป็น อเมริกา ยุโรป ญี่ปุ่น จีน ออสเตรเลีย (มีข้อสังเกตนิดนึงคือ การส่งออกไปฟิลิปปินส์ปีนี้ติดลบ และ GDP ของประเทศนี้ถึงแม้อยู่ที่ระดับ 6% กว่า แต่ก็เริ่มชะลอตัวลง แบรนด์ไหนขายของเข้าประเทศนี้ลองติดตามอย่างใกล้ชิดครับ)
• กลุ่มสินค้าส่งออกที่ขยายตัวคือ ข้าว มันสำปะหลัง รถยนต์ ชิ้นส่วนยานยนต์ เคมีภัณฑ์ คอมพิวเตอร์ แต่มูลค่าที่ลดลงคือ ยาง น้ำตาล กุ้ง ปู กั้ง
.
———————————————
.
** นำเข้า +16.8% **
.
• การนำเข้าในรูปแบบ USD จากปี 60 และ Q1, Q2 ปีนี้ คือ 14.4% >> 16.3% >> 16.8%
• ถ้าแยกย่อยลงมาจะพบว่า ปริมาณนำเข้า +8.9% และราคานำเข้า +7.2% อาจเป็นเพราะยังได้ประโยชน์ของเงินบาทที่แข็งค่าโดยเปรียบเทียบกับปีก่อนหน้า
.
———————————————
.
** ท่องเที่ยว **
.
• จำนวนนักท่องเที่ยว จากปี 60 และ Q1, Q2 ปีนี้ คือ 8.8% >> 15.4% >> 9.1% (แต่เดือนกรกฎาคม +2.9% เท่านั้น)
• รายรับจากนักท่องเที่ยว ปี 60 และ Q1, Q2 ปีนี้ คือ 11.7% >> 19% >> 12.1%
• อัตราการเข้าพัก 71.4% สูงกว่าปีที่แล้วที่ 67.5%
• หลัก ๆ ก็ยังเป็นนักท่องเที่ยวจีนที่มาเยอะอยู่ รองมาก็มาเลเซีย อินเดีย ฮ่องกง แต่เดือนกรกฎาคม ตัวเลขเริ่มโตน้อยลง เพราะว่านักท่องเที่ยวจีนกังวลจากเรื่องเรือล่ม และนักท่องเที่ยวรัสเซียกับยุโรปติดดูบอลโลกกัน
..
>> สรุปตัว X-M ก็ยังเป็นเครื่องจักรสำคัญในการ drive GDP แต่ว่ามันโตตามเศรษฐกิจโลก ถ้าประเทศอื่น ๆ มีปัญหา หรือว่าเกิด Trade War ที่รุนแรงขึ้นก็อาจส่งผลกระทบได้ และการที่เราโตเป็นเลขสองหลักมาตลอด รวมไปถึงการท่องเที่ยวด้วย ฐานมันก็จะสูงขึ้นเรื่อย ๆ ทำให้เริ่มโตลำบากในปีถัด ๆ ไป
.
..
กล่าวโดยสรุป GDP Q2’61 โตดีเลยทีเดียวมาจากหลาย ๆ ส่วนช่วยกัน แต่เราก็พอจะเริ่มเดาภาพได้แล้วว่า ต้องรีบทำให้ตัว C, I, G โตให้ได้เร็วกว่านี้ เพราะถ้าปล่อยให้ช้านานเกินไปเดี๋ยวตัว X จะถดถอยลงเสียก่อน และมันก็จะลามกลับมาที่ตัว C และ I วนกันเป็นงูกินหางอีก แต่สิ่งที่สำคัญไม่แพ้ GDP ซึ่งยังไม่เห็นการแก้ไขเลยคือ ช่องว่างระหว่างคนจนกับคนรวย ยิ่ง GDP โตมากขึ้นเท่าไหร่ ช่องว่างยิ่งกว้างขึ้นเท่านั้น

============================
.
** Implication กับการลงทุนในหุ้น **
.
1) สังเกตกันมั้ยครับว่า อ่านไปอ่านมา เราจะเจอกับคำว่า รถยนต์ ชิ้นส่วนยานยนต์ อยู่ตลอด ลองเอาไปแกะกันดูว่าตัวไหนในกลุ่มนี้ได้ประโยชน์
.
2) การลงทุนภาคเอกชน เครื่องมือเครื่องจักรเริ่มขยายตัว กลุ่มที่ขยาย คือ ยานยนต์ น้ำตาล คอมพิวเตอร์ พลาสติกและยาง แต่ไม่ใช่ว่าหุ้นทุกตัวลงทุนได้ เพราะขยายกำลังผลิตจริง แต่ถ้าราคาสินค้าลดลงเช่น น้ำตาล ก็อาจจะขาดทุนได้ อาจจะต้องพลิกแพลงเช่น หุ้นบางตัวขายอะไรบางอย่างทำให้น้ำตาลบริสุทธิ์ขึ้น หุ้นบางตัวทำอุปกรณ์ไฟให้โรงงานน้ำตาลเยอะ อะไรแบบนี้ ต้องลองพลิกแพลงดูกัน
.
3) รัฐบาล เหมือนจะเริ่มลงทุนได้เยอะขึ้นแล้ว ก็ต้องไปเล็งว่า ก่อสร้างจะดีมั้ย อสังหาจะดีตามด้วยรึเปล่า หรือว่าจะทำให้เกิดการจ้างงานเยอะขึ้น การบริโภคดีขึ้น ค้าปลีกก็จะมา อะไรแบบนี้มั้ย ลองไปแกะกันดู
.
4) ท่องเที่ยว จริง ๆ ก็ยังโตอยู่ ถึงแม้ว่า Q3 อาจจะแผ่ว ก็ต้องไปดูกันว่าตัวไหนมีโอกาส บางทีเราไปลงหุ้นโรงแรมคิดว่าดี ดันไปเจอเค้า Renovate ก็พังนะ หรือไปลงสายการบิน เพราะคิดว่าคนมาเที่ยวเยอะ แต่ไปโดนราคาน้ำมัน ก็จบเหมือนกัน
.
5) Commodity ให้ระวังเลยครับ เพราะว่าตอนนี้ปริมาณน้ำเยอะมาก อาจเกิดน้ำท่วมได้บางพื้นที่ กระทบผลผลิต ก็ทำให้ราคาผัก ผลไม้ ต่างๆ สูงตามมา

สำหรับใครที่สนใจศีกษารายละเอียดเพิ่มเติมแนะนำไปโหลดเอกสารที่นี่เลยครับ
.
http://www.nesdb.go.th/main.php?filename=QGDP_report
..