ธุรกิจสุขภาพตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ โรงเรียนสอน บริการนวดตัว ทำเล็บ ขายผลิตภัณฑ์ จนไปถึงโรงแรมที่เชียงใหม่
.
80% ของธุรกิจ คือ SPA โดยที่ Let’s Relax มีมาร์จิ้นสูงสุด เพราะลูกค้ามากที่สุด ได้ Economy of Scale มากที่สุด จับลูกค้าระดับบน

จุดแข็งคือระบบการจัดการ และใช้ One Price Policy ราคาเดียวกันหมด มาตรฐานเดียวกันหมด มีการเติบโตที่ขยายออกไปต่างประเทศทั้งจีน กัมพูชา และเร็ว ๆ นี้จะเปิดที่พม่า
..
** ผลประกอบการของ SPA **
.
ปี 2559 รายได้ 739 ล้านบาท กำไรสุทธิ 141 ล้านบาท
ปี 2560 รายได้ 962 ล้านบาท กำไรสุทธิ 175 ล้านบาท
ปี 2561 รายได้ 1,152 ล้านบาท กำไรสุทธิ 205 ล้านบาท
.
Q1’61 รายได้ 281 ล้านบาท กำไรสุทธิ 56 ล้านบาท
Q1’62 รายได้ 345 ล้านบาท กำไรสุทธิ 59 ล้านบาท
.
รายได้เติบโตสูงมากในระดับมากกว่า 20% และ GPM อยู่ที่ 34-36% NPM 14-18%
.
Q1’62 รายได้ก็ยังโตมากถึง 23% แต่เพราะปีก่อนหน้ารับรู้รายได้ Franchise Fee มาเป็นก้อน ทำให้เวลาเปรียบเทียบกำไรสุทธิเลยดูว่าโตน้อยแค่ 5% แต่ต่อไปจะมีการตัดจ่ายเท่า ๆ กันแล้ว
..
** มุมมองของ ดร.นิเวศน์ และ ดร.วิศิษฐ์ **
..
ธุรกิจเป็นเมกะเทรนด์ตามการท่องเที่ยวต้องดู 2 อย่าง คือ SSSG และ GPM ซึ่งที่ผ่านมาทำได้ดีทั้งสองด้าน ถึงแม้ว่าคู่แข่งเยอะ แต่ SPA ยังเป็นผู้ชนะ โดยใช้การบริหารที่เป็นระบบเป็นจุดแข็ง ควบคุมคุณภาพได้ดี ซึ่งควรเอาไปต่อยอดนอกจากร้านนวด เอาระบบไปกับร้านทำเล็บ ร้านอื่นให้โตแบบเดียวกันได้
.
SPA เป็นผู้นำในตลาด High End แต่ธุรกิจแบบนี้จะโตได้ถึงแค่จุด ๆ นึง จะโตมากกว่านี้คงไม่ไหว บวกกับถ้ามองแขกที่มาพักโรงแรมก็มานวดที่โรงแรมได้ ถ้าจะโตมากกว่านี้ต้องลงมา Lower End ซึ่งมาร์จิ้นจะต่ำลง และเจอคู่แข่งที่มากขึ้น เป็นร้านนวดห้องแถวก็มี หรือการไปต่างประเทศอย่างจีน ก็โดน copy ได้
.
การเติบโตสามารถทำได้ทั้งแบบ organic ขยายสาขา แล้ว ยังทำแบบ inorganic ด้วยการ take over แบรนด์อื่นเข้ามา เรื่องเงินไม่ต้องห่วงเพราะบริษัทมี Cash Cycle ติดลบ D/E 0.4 เท่า ขยายสาขาได้อีกเยอะ
.
แต่ฟังดูแล้วดร. ห่วงเรื่องการเติบโตว่าจะไม่มากจากฐานที่เริ่มใหญ่ขึ้นอยู่ไม่น้อย รวมทั้งการที่มี Market Cap/Sale ประมาณ 8 เท่า ซึ่งค่อนข้างสูงทีเดียว
.
Link รายการตามนี้เลยครับ