สรุปหนังสือ “ลงทุนเปลี่ยนชีวิต”

หนังสือเล่มล่าสุดของคุณวิบูลย์ พึงประเสริฐ ที่บอกเล่าแนวคิดการลงทุนพื้นฐาน วิธีการลงทุนให้รวยได้แม้ไม่ได้มีมรดก รวมไปถึงแนะนำหนังสือที่นักลงทุน VI ควรอ่านกัน เป็นหนังสือที่อ่านง่าย ให้เราได้คิดตามถึงวิธีการลงทุน เพื่อเอาไปปรับใช้ แต่จะไม่ได้ลงรายละเอียดเชิงลึกของการลงทุนแต่ละแบบมากนัก หนังสือเล่มนี้จะแบ่งเป็น 5 ภาค คือ

ภาค 1 เคล็ดลับเซียนหุ้น
ภาค 2 รวยได้ไม่ง้อมรดก
ภาค 3 ลงทุนเปลี่ยนชีวิต
ภาค 4 อาหารสมองของนักลงทุน
ภาค 5 ข้อคิดส่งท้าย
.
อยากจะแชร์ข้อคิดที่ผมได้จากหนังสือเล่มนี้นะครับ ถึงแม้ว่าฟังดูง่ายแต่เวลาทำจริงมันกลับยาก และเป็นเรื่องแปลกเพราะแค่เราทำเรื่องง่าย ๆ เหล่านี้แบบสม่ำเสมอ ก็จะทำให้เราประสบความสำเร็จในการลงทุนและมีความสุขกับชีวิตได้มากขึ้น ถ้าพร้อมแล้ว ผมจะเล่าให้ฟัง
.
1) อย่าถามเซียนว่า ช่วงนี้ซื้อหุ้นอะไรดี เพื่อที่จะได้ซื้อตาม แต่ควรถามว่า หุ้น xxx ดีไหม เป็นอย่างไร มีหลักการคิดอย่างไร
.
2) ควรเลิกให้ความสำคัญกับทิศทางตลาดหุ้น แต่ให้หันมาสนใจกับทิศทางการดำเนินธุรกิจของบริษัทที่เราสนใจจะดีกว่า มีเซียนบางคนกล่าวว่า ผมจะรู้ว่าตลาดหุ้นจะขึ้นหรือลงก็ต่อเมื่อมันเปิดตลาดในตอนเช้าแล้วเท่านั้น
.
3) สรุปหลักการลงทุนแบบเน้นคุณค่าในประโยคเดียว คือ “ซื้อหุ้นในธุรกิจที่เข้าใจ ราคาต่ำกว่ามูลค่า ผู้บริหารไว้ใจได้ และถือไว้ตราบเท่าที่บริษัทมีผลประกอบการที่ดี”
.
4) ถ้าคิดผิดในการลงทุน การขายหุ้นออกไป ไม่ว่าจะขาดทุนเท่าไหร่ ก็ถือว่าเป็นทางเลือกที่ดี หลายครั้งที่คนส่วนใหญ่มักไม่อยากขายขาดทุน มักจะอยากรอให้กลับมาเท่าทุนก่อนถึงจะทำใจได้ แต่ในความเป็นจริงราคามันไม่กลับมาถ้าพื้นฐานเปลี่ยนไปอย่างถาวร
.
5) การเปลี่ยนจากหุ้นไม่มีอนาคตไปเป็นบริษัทที่ดีกว่าเป็นทางเลือกหนึ่งของคนติดหุ้น แต่ต้องมั่นใจว่าดีกว่าไม่งั้นจะขายหมูไปซื้อควายแทน
.
6) แม้เราจะทำกำไรได้จากตลาดหุ้น แต่เรากลับเสียใจเมื่อเห็นคนอื่นได้กำไรมากกว่า เพราะเราติดกับดักของความโลภ จนทำให้เราเข้าไปซื้อเพิ่มด้วยความมั่นใจในจุดที่สูงสุด แล้วสุดท้ายเราก็จะพบกับหายนะเมื่อฟองสบู่ก้อนนั้นแตกออกมา เหมือนกับที่เซอร์ ไอแซคนิวตัน ได้ประสบมา โดยเขาถึงกับพูดว่า “ข้าพเจ้าสามารถคำนวณการเคลื่อนที่ของเทหวัตถุในท้องฟ้าได้ แต่ไม่สามารถพยากรณ์ความบ้าคลั่งของฝูงชนได้”
.
7) นักลงทุนสามารถทำผิดพลาดได้ แต่ต้องนำมาเป็นบทเรียนไม่ให้ผิดซ้ำสอง แม้แต่บัฟเฟตเองก็ยอมรับว่าเคยทำผิดพลาด (เช่น การลงทุนในเทสโก้) และก็ไม่อายที่จะเขียนเรื่องความผิดพลาดในรายงานประจำปี เพื่อให้ทุกคนได้เรียนรู้กั
.
8) บัฟเฟตไม่เคยทำผลตอบแทนได้ปีละ 100% แต่เค้าทำได้ปีละประมาณ 20% ต่อเนื่องเป็นระยะเวลาหลายสิบปีเท่านั้นเอง
..
===========================
.
** หลักการรวยได้ ไม่ง้อมรดก **
.
ข้อ 1 ทำงานเก็บเงินอย่างมีวินัย
.
1.1 ได้เงินเดือนมาให้หักเข้าบัญชี เก็บไว้ก่อนที่จะใช้จ่าย เป็นหลักจิตวิทยาที่ว่า ถ้าเราไม่รู้ว่ามีเงิน เราจะไม่ใช้เงิน (เหมือนที่เราโดนหักภาษี หรือประกันสังคม) ถ้าจะให้ดีเก็บให้ได้ 50% ของเงินเดือน
.
1.2 ตัดลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น ทำบันทึกไว้ว่าแต่ละวันใช้จ่ายอะไรบ้าง แยกให้ออกระหว่างของที่จำเป็นกับของที่ไม่สำคัญ ไม่ว่าจะเป็น ค่ากาแฟแก้วละร้อย ค่าเสื้อผ้าแพง ๆ ค่ารองเท้า ค่ากระเป๋า เราควรหยุดความอยากได้ในระยะสั้น เพื่อบรรลุเป้าหมายในระยะยา
.
ให้ยึดหลักการของโรเบิร์ต คิโยซากิ ผู้แต่งหนังสือพ่อรวยสอนลูก ที่บอกว่า บ้านหรือรถยนต์เป็น “หนี้สิน” ไม่ใช่ “ทรัพย์สิน” เพราะเราต้องจ่ายเงินออกไปทุกเดือนเพื่อผ่อนหรือซ่อมบำรุง ทรัพย์สินที่แท้จริงต้องนำเงินเข้ากระเป๋าเรา ไม่ใช่ไหลออก
.
1.3 ตั้งเป้าหมายการออม ให้เขียนเป็นลายลักษณ์อักษรแล้วคอยตรวจสอบว่าทำได้แค่ไหนแล้ว
..
ข้อ 2 หาความรู้ในการลงทุนระหว่างที่เก็บเงิน ไม่ว่าจะเป็นอ่านหนังสือ เข้าอบรม เข้ากลุ่มนักลงทุน
..
ข้อ 3 นำเงินไปลงทุนระยะยาว เพื่อผลตอบแทนชนะเงินฝาก อาจจะผ่านการลงทุนด้วยตัวเอง หรือผ่านมืออาชีพอย่างกองทุนรวมก็ได้
.
หัวใจสำคัญก็คือ ความอดทนให้เห็นผลลัพธ์จากการลงทุนที่ต้องใช้เวลาพอสมควร
.
** 10 หนังสือที่ VI ต้องอ่าน **
.
เล่มที่ 1 : The Intelligent Investor
เล่มที่ 2 : Common Stocks and Uncommon Profits
เล่มที่ 3 : Once Up on Wall Street
เล่มที่ 4 : Berkshire Hathaway Letters to Shareholders
เล่มที่ 5 : The Warren Buffett Way
เล่มที่ 6 : Value Investing : From Graham to Buffett and Beyond
เล่มที่ 7 : Buffettology
เล่มที่ 8 : The Alchemy of Finance
เล่มที่ 9 : The Most Important Thing Illuminated
เล่มที่ 10 : The Little Book of Value Investing
.
** ข้อคิดส่งท้าย **
.
พี่วิบูลย์บอกว่า นักลงทุนจำนวนมากเข้ามาในตลาดหุ้นเพราะต้องการ “ร่ำรวย” แต่ในชีวิตของคนเรามันมีสิ่งที่สำคัญมากกว่า “เงิน” นั่นก็คือ “สุขภาพ ครอบครัว มิตรภาพ และความสงบในจิตใจ”
.
ทราบมั้ยครับว่าทำไม ปีเตอร์ ลินซ์ ผู้จัดการกองทุนที่ทำผลตอบแทนได้อย่างยอดเยี่ยมถึงปีละกว่า 30% อย่างต่อเนื่องเป็นสิบปี ถึงได้เกษียณตัวเองตั้งแต่ยังไม่แก่ เพราะว่าเค้าทำงานหนักมาก ตื่นเช้ากลับบ้านดึกดื่น บินไปต่างประเทศเป็นเวลานาน ๆ
.
จนวันนึงเมื่อเขากลับมาถึงบ้าน ลูกสาวได้ถามแม่ว่า
“แม่คะ ผู้ชายคนนั้นคือใครคะ”
.
เพราะฉะนั้นอย่ามัวแต่มุ่งหาเงินพียงอย่างเดียว ถ้าคุณต้องสูญเสียสิ่งอื่น ๆ ไป เงินที่คุณหามาได้ ถึงมันจะมากแค่ไหน ก็คงไม่คุ้มกัน