สรุปหนังสือคู่มือลงทุนหุ้นแนว VI ฉบับหมดเปลือก

หนังสือการลงทุนที่หนาที่สุดในชีวิตที่ผมเคยอ่านมา ขนาด 1,176 หน้า เขียนโดยอาจารย์ชาย กิตติคุณาภรณ์แห่ง โรงเรียนสอนเล่นหุ้น

ผมอ่านหนังสือหุ้นของ อ.ชาย ทุกเล่ม และโชคดีมีโอกาสได้เรียนคอร์สสั้น ๆ Concise Intelligent Investor กับอาจารย์เมื่อ 2 ปีก่อน ทำให้ได้ซึมซับหลักการคิดแบบเจ้าของ รู้กระบวนการคิดของเจ้ามือ การหาหุ้นดีทำอย่างไร และหุ้นชั่ว 7 ที ดี 7 หน ที่จะเปลี่ยนชีวิตคนธรรมดาให้กลายเป็นเศรษฐีได้
.
หนังสือเล่มล่าสุดของ อ.ชาย เล่มนี้ เน้นปูพื้นความคิดตั้งแต่เริ่มต้น สอนให้เข้าใจและเชื่อมโยงงบการเงินทั้ง 3 ส่วนเข้าด้วยกัน สอนเรื่องอัตราส่วนที่สำคัญที่ต้องรู้ การออกราคาด้วยการเปรียบเทียบเงินปันผลกับดอกเบี้ยเงินฝาก พร้อมตัวอย่างหุ้นประกอบ และปิดท้ายด้วยกฎหมายเกี่ยวกับหุ้น
.
ไม่ต้องกลัวว่าจะอ่านยากเพราะดำเนินเรื่องผ่านบทสนทนาของอาจารย์กับลูกศิษย์ ที่อ่านได้เพลิน และทำให้รู้สึกเหมือนกำลังนั่งคุยกับอ.ชาย นอกจากนี้ยังมีภาคผนวกที่เป็นทฤษฎีขยายความเรื่องต่าง ๆ เขียนโดย อ.ดุษิต จงสุทธนามณี อีกด้วย ถ้าคุณอ่านหนังสือเล่มนี้จบแล้วรู้สึกว่าตัวอย่างหุ้นน้อยเกินไป แนะนำให้ไปอ่านหนังสือชั่วโมงเรียนหุ้นของ อ.ชาย หรือเข้าไปตามในเพจโรงเรียนสอนเล่นหุ้น จะทำให้เข้าใจเนื้อหามากขึ้นครับ
.
** สรุปเนื้อหาที่สำคัญ **
.
#หลักการเล่นหุ้นให้รวยมี4ข้อคือ
.
1) เปลี่ยนจาก “เล่น” มาเป็น “ลงทุน” หุ้น และต้องเอาจริงเอาจังกับมันโดยยึดหลักอิทธิบาท 4 ซึ่งคือ ธรรมที่ทำให้เกิดฤทธิ์
2) หาหุ้นดีมาลงทุน เหมือนเลือกปลูกต้นไม้ ให้ปลูกมะม่วงที่จะออกดอกออกผลทุกปีแบบเหลือจนต้องเอาไปแจกคนข้างบ้าน ไม่ใช่ปลูกวัชพืช
3) ติดตามดูแลหุ้นว่าโตหรือเปล่า โดยการดูกำไรสุทธิต่อหุ้น (EPS) และคอยดูอยู่เสมอให้แน่ใจว่าใช่ต้นมะม่วงจริงมั้ย
4) รอคอยให้หุ้นขึ้น คือ รอให้ถึงเวลามะม่วงจะออกผลให้เรากิน
.
===========================
.
#เข้าใจเรื่องงบการเงินแบบเจ้าของกิจการโดยไม่ต้องท่อง
.
1) การลงทุน ทำให้เกิดงบดุล ยกตัวอย่าง เราไปซื้อบ้านหลังละ 5 ล้านบาท เราจ่ายเงินไปและได้สินทรัพย์คือบ้านมา ฝั่งนี้เค้าเรียกว่า “แหล่งที่ใช้ไปของเงินลงทุน” ทีนี้ทั้งเนื้อทั้งตัวมีเงิน 2 ล้านบาท ต้องไปกู้ธนาคารมาเพิ่ม 3 ล้านบาท ถึงจะพอไปจ่ายโครงการได้ จึงเกิดเป็น ทุน 2 ล้าน + เงินกู้อีก 3 ล้าน ฝั่งนี้เรียกว่า “แหล่งที่มาของเงินลงทุน” และนี่คือที่มาของสมการ สินทรัพย์ = หนี้สิน + ทุน
.
2) ต่อมาเราก็ตกแต่งบ้านให้สวยแล้วเอาไปให้ฝรั่งเช่าเดือนละ 100,000 บาท ครบปีเราก็จะมีรายได้ 1.2 ล้านบาท เอามาหักรายจ่ายที่เราตกแต่งบ้านไป กับจ่ายดอกเบี้ยให้ธนาคารที่เราไปกู้เงินมา เหลือเงินเท่าไรก็จะเป็นกำไร อันนี้กลายมาเป็น งบกำไรขาดทุนขึ้นมา
.
3) กำไรที่ได้จะกลับเข้าไปเพิ่มกำไรสะสมในงบดุลตรงส่วนทุนให้มากขึ้น และทำให้มีเงินสดมากขึ้น สินทรัพย์โตขึ้น เราก็เอาไปลงทุนโครงการใหม่ได้ กลายเป็นเงินต่อเงิน เกิดรายได้ เกิดกำไร วนเวียนกันแบบนี้ไปเรื่อย ๆ
.
#อัตราส่วนสำคัญที่ต้องดู
.
1) ดูทุนจดทะเบียนเทียบกับกำไรสะสม เพื่อให้เห็นภาพว่าตั้งแต่วันแรกที่กิจการเริ่มลงทุนมา วันนี้ผลิดอกออกผลใหญ่โตแค่ไหน และดูเปรียบเทียบกับงวดก่อนหน้าด้วยเพื่อให้เห็นว่าดีขึ้นหรือไม่
.
2) Current Ratio ที่ดีมากกว่า 2 เพื่อเป็นการบอกว่ากิจการ “หมุนเงิน” ได้ทัน พร้อมเอาสินทรัพย์แปรสภาพเป็นเงินเอาไปคืนหนี้ได้ (แต่ต้องเข้าใจรูปแบบธุรกิจด้วย เช่น ค้าปลีก มี CR ต่ำกว่า 1 ได้ เพราะเอาเงินเจ้าหนี้มาก่อน แต่ขายเป็นเงินสด)
.
3) Quick Ratio ที่ 1.5 เท่า ดูเพื่อให้เข้าใจว่ากิจการพึ่งพาสินค้าคงเหลือมากแค่ไหน ซึ่งอาจจะมีความเสี่ยงในแง่ของการล้าสมัย เสื่อมสภาพ ขายไม่ได้
.
4) D/E ถ้าออกมาเกิน 2 เท่า ก็จะยากต่อการกู้เงินมาลงทุนเพิ่ม
.
5) Day Receive กับ Inventory Day เอาไว้บอกว่าต้องสำรองเงินทุนไว้ใช้จ่ายกี่เดือน เพราะ Day Receive คือ การบอกว่าเราให้เครดิตลูกหนี้นานแค่ไหนถึงจะเก็บเงินได้ และ Inventory Day บอกเราว่าใช้เวลาเท่าไหร่ในการนำวัตถุดิบเข้ามาและผลิตสินค้าออกไปขายได้ เพราะในระหว่างทางกองทัพต้องเดินด้วยท้อง เราต้องจ่ายเงินเดือนพนักงาน ค่าน้ำ ค่าไฟ
.
#กฎเหล็ก4ข้อของการลงทุนแบบVI
.
1) ซื้อหุ้นดีที่ออกดอกออกผลทุกปี เป็นหุ้นทีทำธุรกิจผูกขาด คือ เป็นสินค้าจำเป็นต้องใช้ ทดแทนยาก ไม่มีคู่แข่งหรือเข้ามาได้ยาก เช่น สนามบิน 7-11 โรงพยาบาล มาม่า ห้ามซื้อหุ้นที่อยู่ในตลาดแข่งขันเด็ดขาด
.
2) เป็นหุ้นมีอนาคต คือ EPS เติบโตขึ้นทุกปี (ดูแค่กำไรสุทธิไม่พอ) เพราะราคาหุ้นจะขึ้นตาม EPS
.
3) หุ้นต้องมีราคาถูกหรือไม่แพง เช่น P/BV น้อยกว่า 1 แต่ว่าต้องสนใจ EPS ด้วยว่าจะโตหรือเปล่า เพระถ้า EPS ติดลบ เกิดขาดทุน ทำให้ BV ลดน้อยลง ราคาหุ้นก็จะลดลงตาม
.
4) ต้องหาราคาหุ้นที่จะขึ้นไปในอนาคตให้ได้ ด้วยสมการเงินปันผล คือ
.
เงินปันผล = (x%) x ราคาหุ้น
..
นอกจากนี้ อ.ชาย เองยังพูดถึงเรื่องหุ้นที่ควรลงทุนควรมีเจ้าภาพ คือมีผู้ถือหุ้นใหญ่ถือหุ้นอยู่พอสมควร วิธีการเก็บหุ้นของเจ้ามือ P/E EBITDA และกฎหมายที่เกี่ยวกับการลงทุนที่สำคัญอีกหลายอย่างครับ ใครสนใจลองไปอ่านกันดูครับ
.
สุดท้ายลูกศิษย์ขอกราบขอบพระคุณอาจารย์ชาย กิตติคุณาภรณ์ ที่ได้ถ่ายทอดทั้งศาสตร์ ศิลปะ และประสบการณ์ ตลอด 30 ปี ในการลงทุนแนว VI แบบหมดเปลือกมาให้เราได้ศึกษาและผมเชื่อว่าเมื่อคุณอ่านจบชีวิตคุณจะเปลี่ยน