สรุปพอร์ต VI รุ่นจิ๋ว ปี 2018

พอร์ตการลงทุนเพื่อลูกทั้งสองคน เริ่มด้วยเงินลงทุน 500,000 บาท ตั้งเป้าผลตอบแทน 10-15% ต่อปี กะว่าจะเติมเงินเดือนละหมื่นบาท (ของจริงยังไม่ได้เติมสักบาท) ระยะเวลา 20 ปี เป้าหมายคือ 10-20 ล้านบาท ให้ลูกเอาไปเป็นเงินทุนตั้งตัวตอนโต

พอร์ตนี้เริ่มช่วงปลายเดือนกรกฎาคม 2018 หลักการลงทุนแนวพื้นฐาน “Buy a wonderful company at a fair price” เลือกหุ้นจาก 3 วิธี คือ
.
1) Jitta Ranking เลือก Top 30 แล้วมาสกรีนต่ออีกรอบ เช่น commo ไม่เอา ตัวไหน upside เหลือน้อยตัดทิ้ง ตัวไหน story เหมือนจะหมด ตัดทิ้ง
.
2) มองภาพใหญ่จาก GDP แล้วไปดูเครื่องจักรตัวไหนในสมการที่น่าสนใจ อุตสาหกรรมไหนจะโต แต่คือคาดการณ์อนาคตนะ เพราะตลาดหุ้นมาก่อนผลลัพธ์ของ GDP เสมอ
.
3) มองภาพเล็กหุ้นรายตัว ติดตามข่าวสารต่าง ๆ แล้วไปแกะงบต่ออีกที
..

ด้วยหลักการนี้ VI รุ่นจิ๋วซื้อหุ้นมาทั้งหมด 10 ตัว ชนะ 7 แพ้ 2 ทั้งชนะและแพ้ 1 ตัว
.
พอร์ตเคยบวกไปมากที่สุด 18% ก่อนที่จะล้างพอร์ตออกไปต้นเดือนธันวาคม ปิดปีที่ +2.3% ได้กำไรมา 11,692 บาท ถือว่าดีกว่าตลาดที่ติดลบ 10.8% ขอยกตัวอย่างหุ้นบางตัวเป็นกรณีศึกษา
..
1) หุ้นที่กำไรมากที่สุด คือ SABINA, AEONTS และ EKH ตามลำดับ
.
3 ตัวนี้ คิดว่า ค่อนข้างอ่านเกมส์ขาด และซื้อตั้งแต่ต้นทางโดยเฉพาะ SABINA 24 บาท กับ EKH 5.20 บาท ส่วน AEONTS ไปซื้อตอนย่อ 161 บาท คือ เราเห็นภาพชัดว่าหุ้นมีสตอรี่และน่าจะโชว์งบว่ากำไรโตมากแน่ ๆ ซึ่งก็จริงและราคาก็ขึ้นไปเยอะตามที่คาด แต่ช่วงหลัง ๆ หุ้นเหล่านี้เริ่มแสดงอาการไม่ค่อยดี อาจจะลงตามตลาดส่วนนึง หรือบางตัวเริ่มเห็นว่าแพง หรืออาจจะโตไม่ได้มาก ๆ ในอนาคต เลยเลือกที่จะขายล็อคกำไรออกมาก่อนน่าจะดีกว่า ขาย SABINA 36 บาท EKH 6 บาท และ AEONTS 200 บาท
..
2) หุ้นที่แพ้ คือ SAT และ MVP
.
SAT มั่นใจเกินไปว่ายานยนต์จะดี เพราะดูตัวเลขการผลิตและการขาย บวกกับคูโบต้าฉลองครบรอบ 40 ปี (ซึ่งไม่ค่อยเกี่ยวกันเท่าไหร่) ซื้อไป 22 บาท แรก ๆ ก็ขึ้นดีอยู่ แต่ซักพักก็ลงเรื่อย ๆ บวกกับตัวเลขยานยนต์เดือนกันยายน และตุลาคมเริ่มทยอยออกมาโตน้อยลง ก็เลยรู้สึกผิดปกติ ขายออกไปที่ 21 บาท ซึ่งก็นับว่าคิดถูก เพราะราคายังไหลลงต่อไม่หยุด (รวมถึงขายหุ้นยานยนต์อีกตัวคือ TMW ออกไปด้วย แต่ตัวนี้กำไร)
.
MVP นี่ผิดหลักการชัด ๆ คือ กะเก็งกำไรงบ Q3 ทั้ง ๆ ที่พอร์ตนี้คือถือยาวเพื่อลงทุน แต่ด้วยความคิดที่ว่า งาน Mobile Expo ยอดเข้า Q3 เต็ม ๆ รถบ้านก็เพิ่ม มือถือ Samsung BNK ก็ได้กำไรเต็ม ๆ เพราะปีก่อนไม่มีฐาน เลยซื้อไปที่ 3 บาท กะว่างบออกมาดีจะขายเล่นเก็งกำไรสั้น ๆ
.
แต่ก่อนงบออกราคาค่อย ๆ ร่วงเอา ๆ จนเราเริ่มแปลกใจและมาคิดได้ว่า เฮ้ยตัวนี้มันผิดหลักการเรานี่นา และมันอาจมีอะไรที่เราไม่รู้ก็ได้ เลยขายออกไปตอนมันเด้งมาแถว ๆ 2.80-2.90 บาท ก็ขาดทุนไปนิดหน่อย ถือว่าโชคดีเพราะงบออกมาผิดคาด มีตั้งสำรองขาดทุน หุ้นลงฟลอร์ทันที
.
3) หุ้นที่ชนะและแพ้คือ THANI
.
ตัวนี้เคยซื้อตั้งแต่ 7.70 บาท เพราะคิดว่ามองงบขาด เห็นรายได้ ค่าใช้จ่าย สำรองหนี้ ทุกอย่างดูดีหมด น่าจะเป็นหุ้นเติบโตไปเรื่อยๆ แต่ช่วงหลัง ๆ ราคาเริ่มไม่ไปต่อ เลยขายออกไปก่อนแถว 9 บาทกว่า และพอเห็นมันย่อลงมาแถว 8-8.50 บาท ก็เข้าไปรับใหม่ เพราะคิดว่ามันคงย่อเพื่อไปต่อ ที่ไหนได้มันดันร่วงไม่หยุด เราเลยเริ่มกังวลว่า หรือมันจะโตช้าลง มีแอบไปดูกราฟด้วย คือ 8 บาท ที่เราซื้อ ถ้าหลุดมันต้องขาย แต่เราดันไปซื้อไง ดื้ออยู่ 2 วัน แล้วก็ตัดใจขายตลอดทางตั้งแต่ 7.70 บาทลงมา ตัวนี้ทำให้พอร์ตที่บวกเยอะๆ กำไรหายไปพอสมควรทีเดียว เพราะดันไปซื้อรอบหลังเยอะ เข้าสูตรเม่าเลย ตอนที่แพ้ขาดทุนในปริมาณที่มากกว่าตอนชนะ
..
4) หุ้นที่รอดตายเพราะเพื่อนช่วยคือ COL
.
เป็นอีกตัวที่คาดหวังว่าอนาคตจะดี เพราะเห็นแผนธุรกิจน่าสนใจ เป็นช่วงเวลาลงทุน ถ้าทำสำเร็จก็น่าจะโตยาว ๆ ได้เลย ซื้อไปไม่เกิน 26 บาท ก็เห็นราคาขึ้น ๆ ลง ๆ แต่ก็ยังกำไรอยู่ เห็นผู้บริหารขายบ้าง ก็ไม่ได้คิดอะไร จนวันนึงมีน้องนักลงทุนคนนึงที่สนิทกัน Line มาบอกว่า พี่ ๆ เหมือนคลังสินค้ามีปัญหา โทรไปเช็คข่าวมา ส่งของไม่ได้ เราเลยเริ่มคิดว่า แบบนี้ไม่น่าจะดี เพราะงบปัจจุบันยังไม่แข็งแรงมาก สภาพคล่องน้อย ถ้ายอดขายไม่มา งบแย่แน่ เลยขายออกไปก่อนที่ 29 บาท พองบออกมาก็แย่จริงตามที่น้องบอก และราคาก็ร่วงลงเยอะมากเช่นกัน เรียกได้ว่า กัลยาณมิตรช่วยชีวิตไว้

=========================
.
** สรุปบทเรียนพอร์ต VI รุ่นจิ๋ว **
.
1) อย่าลืมหลักการลงทุน คือ ไม่ใช่พอร์ตเก็งกำไรระยะสั้น บางทีไม่รู้จริง ตัดสินใจเร็ว มันไม่มีอะไรชัวร์หรอก ทำให้เราขาดทุนได้
.
2) ไม่สำคัญว่าชนะมากกว่าแพ้เท่าไหร่ แต่ครั้งที่ชนะต้องได้กำไรเยอะกว่า และที่สำคัญต้องดูผลตอบแทนรวมทั้งพอร์ต ไม่ใช่แค่หุ้นรายตัว เราอาจได้กำไร 30-50% บางตัว แต่ตอนแพ้ตัวเดียว 15-20% ในเม็ดเงินที่มากก็ทำให้พอร์ตพินาศได้เหมือนกัน
.
3) อย่าขาดทุน เห็นท่าไม่ดีให้รีบหนี อาจจะกลัวว่าขายหมู หรือแค่โดนเขย่า แต่บางอย่างที่เราไม่รู้ ไม่ใช่ว่ามันไม่มีอะไรซ่อนอยู่ ยิ่งตลาดดูไม่น่าไว้วางใจ ทางเลือกแรกที่ทำให้เราสบายใจ และคิดว่าพอร์ตอนาคตลูก เราจะขาดทุนไม่ได้ ล้างพอร์ตออกมาตั้งหลักก่อนก็ไม่เสียหายอะไร ถ้าไม่ขายหมดป่านนี้คงติดลบแน่ ๆ
..
ปีนี้ตั้งสติและตั้งใจว่าจะไม่หลุดหลักการ จะไม่ซื้อหุ้นด้วยความโลภ และที่สำคัญตั้งเป้าหมายให้ชัดเจนว่า +15% จากเงินตอนนี้นี่แหละ ปิดเทอมใหญ่จะพาลูกไปเที่ยวต่างประเทศ ถ้าพอมีเงินเหลือจะเอามาเติมพอร์ต แล้วเดี๋ยวไว้ซักกลางปีจะมาเล่าให้ฟังกันอีกรอบว่าพอร์ตเป็นอย่างไรกันนะครับ