สรุปงบ EPG – Q3’60  (เริ่มปีเมษายน)

Eastern Polymer Group ตรงตามชื่อคือทำธุรกิจเกี่ยวกับพลาสติกโพลีเมอร์ ซึ่งแบ่งได้ 3 กลุ่มตามยอดขาย
.
45% Aeroklas ขายชิ้นส่วนอุปกรณ์ตกแต่งรถยนต์ทำจากพลาสติก โดยมากใช้กับรถกระบะ คือ พื้น หลังคา บันไดข้าง มีสัดส่วนขายต่างประเทศ 72% (ครึ่งนึงขายเอเชีย ตะวันออกกลาง ออสเตรเลีย)
.
28% Aeroflex ทำฉนวนยางกันความร้อน/เย็น เช่น ฉนวนใต้หลังคา (บ้าน อาคาร สนามบิน) ฉนวนท่อแอร์ ขายต่างประเทศสูงถึง 70% และมีฐานการผลิตที่ไทย จีน อินเดีย สหรัฐฯ >> ถึงชอบมีข่าวว่าถ้าอเมริกาลดภาษีนิติบุคคล EPG จะได้ประโยชน์
.
27% EPP ทำบรรจุภัณฑ์พลาสติก เช่น กล่องเบเกอรี่ ถ้วยน้ำร้อน/เย็น ถ้วยใส่ซอส (ตามร้าน fast food) มีสัดส่วน 92% ขายในประเทศ

ถ้าเราเห็น Business Model คร่าว ๆ แบบนี้ ก่อนจะไปดูผลประกอบการ อยากให้ลองฝึกคิดกันดูนะครับว่า ปัจจัยที่จะทำให้บริษัทกำไรหรือขาดทุนมาจากอะไร
.
1) ยอดขายหลักมาจากต่างประเทศ ขึ้นกับเศรษฐกิจโลกหรือประเทศที่ค้าขายด้วย และจากการที่เราอ่านข่าวเศรษฐกิจทุกวัน (ใช่มั้ย ?) ทำให้เราคิดต่อว่า ตะวันออกกลางซื้อรถน้อยลงนี่นา ออสเตรเลียเหมือนเค้าจะเน้น SUV มากกว่ากระบะมั้ย อือ แต่ว่าตลาดเอเชียรวมถึงที่ไทย ยานยนต์ก็ดีนะ
.
2) ค่าเงินบาทแข็งขึ้นน่าจะกระทบการส้งออก สินค้าเราอาจจะแพง ขายได้ลดลงมั้ย
.
3) ราคาน้ำมันเพิ่ม พลาสติกเพิ่มตาม กระทบต้นทุนแน่ ๆ
.
4) สินค้าของบริษัทนี่มันแตกต่างจากคนอื่นแค่ไหน เป็นนวัตกรรมที่ลอกเลียนแบบยากมั้ย Aero 2 ตัวแรกอาจจะ แต่ EPP ที่เป็นพลาสติกไม่แน่ใจ เพราะเราก็เห็นใคร ๆ ก็ขายพลาสติกกันเยอะแยะ
.
==============================
.
ในกรอบข้างบนนี่คือความคิดเราที่คิดเล่น ๆ ว่า Key Factor เป็นอย่างไร ทีนี้มาดูผลลัพธ์กัน
.
ปี 2559 ยอดขาย 8,769 ล้านบาท กำไรสุทธิ 1,413 ล้านบาท
ปี 2560 ยอดขาย 9,285 ล้านบาท กำไรสุทธิ 1,381 ล้านบาท
9M2560 ยอดขาย 7,080 ล้านบาท กำไรสุทธิ 1,108 ล้านบาท
9M2561 ยอดขาย 7,189 ล้านบาท กำไรสุทธิ 759 ล้านบาท
..
ยอดขายยังพอเติบโตได้ แต่กำไรเริ่มถดถอยลงเรื่อย ๆ แบบนี้คือต้นทุนมีปัญหา พอเราลงไปดูในคำอธิบายงบก็จะเห็นภาพชัดขึ้น
.
1) รายได้ +1.5% ฉนวนเพิ่มเยอะ (11%) ชิ้นส่วนรถยนต์เพิ่มบ้าง (5%) แต่บรรจุภัณฑ์พลาสติกลดลง (-9%) >> EPG บอกว่าการบริโภคในประเทศยังไม่ฟื้นและการแข่งขันสูง
.
2) ขาดทุนอัตราแลกเปลี่ยน 41 ล้านบาท >> ไม่เยอะหรอกแต่ทำให้เราเห็นภาพว่า บาทแข็งกระทบเหมือนกัน
.
3) ต้นทุน +8% เพราะราคาพลาสติกเพิ่ม อันนี้ชัดมาก บวกกับกำลังการผลิตโรงงาน EPP ยังต่ำอยู่ไม่ได้สเกลจะไม่คุ้ม (จำที่เคยบอกตอน TMW ได้มั้ยครับ ถ้า Cap เพิ่มถึงจุด ๆ นึงที่ได้ scale กำไรจะมา แต่ของ EPG ยังไม่ถึง)
.
4) SG&A ถ้าดู 9 เดือนเพิ่มมา 6% แต่ถ้าดู Q3 จะเริ่มลดลงละ เหมือนบริษัทต้องพยายามควบคุมค่าใช้จ่ายชดเชยต้นทุนขายให้ได้
.
5) ดอกเบี้ยก็เหมือนกัน ภาระหนี้สินลดลงทำให้ต้นทุนการเงินเบาตัวไปได้หน่อย
.
เหลือบไปมองดูราคาหุ้นก็ New Low 52W 8.80 บาท P/E 24 เท่า คือ ถ้าใครสนใจ EPG ต้องไปตามดูราคาพลาสติก กับมองว่า EPP จะขายดีถึงจุดคุ้มทุนได้เมื่อไหร่ หรือจริง ๆ แล้ว business unit นี้ ถ้าไม่มีความแตกต่างที่ชัดเจนก็อาจจะต้องพิจารณา portfolio บริษัทใหม่ไปโฟกัสตรงจุดอื่นแทนหรือเปล่า?
.
ป.ล. หวังว่าจะได้ไอเดียเวลาไปแกะงบบริษัทอื่นๆ นะครับว่าเราควรมองประเด็นอะไรบ้าง