“ไม่มีอะไรจะทำร้ายเธอ ได้เท่ากับเธอทำตัวของเธอเอง
ให้เธอคิดเอาเอง ว่าชีวิตของเธอเป็นของใคร
ไม่มีอะไรจะทำร้ายเธอ ถ้าเธอไม่รับมันมาใส่ใจ
ถูกเขาทำร้าย เพราะใจเธอแบกรับมันเอง”
.
คุ้น ๆ กันกับเพลงนี้มั้ยครับ ในเรื่องของความรัก เราเสียใจไม่ใช่แค่คนอีกคนทำให้เราเจ็บ แต่เป็นเพราะใจเราแบกรับความทุกข์ไว้ไม่ยอมปล่อย บางครั้งเราหลอกตัวเองด้วยว่าเค้ายังรักเราอยู่ ทั้งที่จริง ๆ แล้วมันไม่ใช่
.
ในทำนองเดียวกัน หลายครั้งที่นักลงทุนต้องพบกับการขาดทุน ก็ไม่ใช่ว่ามีใครบังคับให้เราซื้อหรือขายหุ้น แต่เป็นตัวเราเองที่ทำตัวเอง ดื้อบ้าง โลภบ้าง ตั้งความหวังแบบลม ๆ แล้ง ๆ บ้าง และสิ่งที่น่ากลัวที่สุดก็คือ การหลอกตัวเอง
วันนี้ผมจะพาไปรู้จักกันครับว่ามีแบบไหนกันบ้าง
.
1. ไม่ขาย ไม่ขาดทุน
.
คำพูดสุดคลาสสิกที่หลายคนชอบพูดกันเวลาหุ้นในพอร์ตลงมาเยอะๆ และยังไม่มีทีท่าว่าจะหยุด สิ่งที่เราเห็นในพอร์ตมันคือ Unrealized Loss ตัวเลขมีการขยับขึ้นขยับลงทุกวัน เราก็ยังสบายใจและแอบหวังเล็ก ๆ อยู่ว่าจะหลุดดอย แต่ถ้าเราขายเป็นเงินออกมาจริง ๆ เราจะรู้สึกว่า เราขาดทุนจริง เราจะรับไม่ได้
.
ในความเป็นจริง เราต้องคิดแบบนี้ว่า ราคาหุ้นลงต่ำกว่าที่เราซื้อมา นั่นก็แปลว่าเราขาดทุนแล้ว และเราก็ต้องวางแผนว่าจะจัดการกับมันอย่างไร จะขายออกมาเลย หรือว่าจะถือจะซื้อก็แล้วแต่วิธีการของเรา
.
2. ยิ่งลง ยิ่งถัว ช่วยให้ขาดทุนลดลง
.
หลายคนชอบถัวขาลง เพราะมั่นใจกับหุ้นที่เรามีว่าน่าจะดี เดี๋ยวพอราคากลับขึ้นไปก็จะยิ่งได้กำไรมากขึ้น หรืออีกเหตุผลคือ การถัวขาลง ทำให้ต้นทุนลดลง เปอร์เซ็นต์การขาดทุนก็ลดลงด้วย ทำให้เรารู้สึกสบายใจว่าขาดทุนไม่เยอะ แต่ถ้าหุ้นมันยังลงต่อเรื่อย ๆ แล้วเราถัวจนหมดเงินแล้ว เมื่อนั้นเราก็จะเห็นภาพการขาดทุนเป็นตัวเงินของเรานั้นมากมายมหาศาลเสียเหลือเกิน
.
ในความเป็นจริง เราควรถัวขาขึ้น ไม่ใช่ขาลง เพราะเป็นการยืนยันว่าหุ้นที่เราซื้อนั้นมาาถูกทาง ยิ่งซื้อมันควรจะยิ่งขึ้น และทำให้พอร์ตของเราเติบโตแบบเห็นได้ชัดเจน แต่ถ้าซื้อแล้วราคาลงเรื่อย ๆ ก็ต้องพิจารณาแล้วว่า พื้นฐานเปลี่ยนหรือเปล่า เราคิดอะไรผิดไปมั้ย ต้องรีบแก้ไขด้วยวิธีการที่ถูกต้อง ไม่ใช่ไปตอกย้ำแผลเดิมให้เจ็บขึ้นไปอีก
.
3. หุ้นตกเยอะแล้ว เดี๋ยวน่าจะเด้ง
.
หุ้นอาจจะเคยอยู่ที่ 10 บาท ตอนนี้ลงมา 5 บาทแล้ว ลงมาตั้งครึ่งนึง เรารู้สึกว่าเยอะแล้ว หรือบางครั้งหุ้นหลุดราคา IPO เราก็จะชอบคิดว่ามันถูกแล้ว เดี๋ยวน่าจะเด้งกลับไปสูงกว่านี้
.
ในความเป็นจริง 5 บาท หรือ ราคา IPO อาจจะเป็นราคาที่แพงเกินจริงไปแล้วก็ได้ หุ้นตัวนี้อาจไม่มีสตอรี่อะไรที่น่าสนใจ หรือไม่มีแผนธุรกิจอะไรที่น่าจะทำให้กำไรเติบโตได้ ถ้าเป็นแบบนี้ลงมาเยอะแล้วก็อาจลงต่อได้อีก อาจจะเด้ง แต่ก็เด้งเพื่อลงต่อก็เป็นได้
.
4. เราเป็น VI ติดลบแค่นี้ทนได้
.
เป็นความเข้าใจผิดเกี่ยวกับ VI ที่คิดว่าต้องถือยาว ต้องทนถือหุ้นติดลบได้หลายๆ ปี แต่จริง ๆ แล้วไม่ใช่เลย เพราะ VI มองที่มูลค่าของกิจการ ซื้อเมื่อ under value และขายเมื่อเต็มมูลค่า จะเห็นได้ว่าไม่เกี่ยวอะไรกับเรื่องของ “เวลา” เลยแม้แต่น้อย อาจจะถือแค่ 1 อาทิตย์ 1 เดือน หรือ 1 ปี ก็ได้ แล้วแต่ว่าหุ้นจะเต็มมูลค่าเมื่อไร
..
โดยสรุป การที่จะประสบความสำเร็จในการลงทุน ไม่ใช่อาศัยแค่ความรู้ แต่สิ่งที่สำคัญมากกว่า คือ เรื่องของจิตใจและอารมณ์ เราต้องมองด้วยใจที่เป็นกลาง ปราศจากอคติ ไม่เข้าข้างหรือหลอกตัวเองว่าหุ้นที่เรามีนั้นดี ต้องเปิดใจรับฟัง ต้องยอมรับเวลาที่เราผิด และหาทางแก้ไขไม่ใช่แก้ตัว ถ้าทำได้แบบนี้แล้ว เราก็จะพบกับหนทางแห่งความสำเร็จได้ไม่ยาก
..
#ลงทุนให้ได้ดีต้องไม่หลอกตัวเอง #วิตามินหุ้น