ลงทุนให้กำไร ต้องรู้เท่าทันอารมณ์

ในเวลาที่ตลาดหุ้นผันผวนแบบตอนนี้ คุณเป็นใครใน 4 อารมณ์นี้บ้างครับ
..
• รัก : หุ้นในพอร์ตซื้อมานาน ราคาเคยสูงเสียดฟ้า ตอนนี้ราคามุดหัวลงดิน จากกำไรเป็นขาดทุน แต่รักมากยังไงก็ไม่ขาย จะรอให้เขากลับมาดีอีกครั้ง อาการแบบนี้ คือ รักเธอจนตัวตาย

• โลภ : อยากรวยเร็ว อยากมีพอร์ตเปลี่ยนหลักในเวลาไม่กี่ปี ทั้ง All in ทั้งมาร์จิ้น หุ้นดีก็เล่น หุ้นปั่น หุ้นซิ่ง ยิ่งไม่พลาด ชอบซื้อขายบ่อย ๆ จะได้กำไรเร็ว ๆ แรก ๆ ก็ดีอยู่ แต่สุดท้ายด้วยความโลภทุ่มสุดตัว เดาผิดทาง ขาดทุนตามระเบียบ เหมือนคำที่บอกว่า โลภมากมักลาภหาย
.
• โกรธ : ขาดทุนแล้วอยากเอาคืน รีบซื้อตัวใหม่หวังเอากำไรมาโปะตัวเก่า ด้วยความรีบร้อน ไม่ได้ศึกษาให้ดี สุดท้ายเจ็บหนัก ขาดทุนมากกว่าเดิมอีก
.
• หลง : เคยทำกำไรได้เยอะ หลงคิดว่าตัวเองเก่ง มองเกมส์ขาด มั่นใจเกินตัว สุดท้ายประมาท พลาดท่าเสียที ขาดทุนได้เช่นกัน

รัก โลภ โกรธ หลง เป็นอารมณ์ที่เกิดขึ้นได้กับทุกคน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเวลาที่เราอยู่ในสถานการณ์ที่กดดัน หรือตลาดผันผวน เราอาจจะตั้งสติไม่ได้ หรือซื้อขายบ่อยเกินไป บางทีตลาดลงหนัก เราก็พลอยขายหุ้นพื้นฐานดีออกไปด้วย จนเหตุการณ์คลี่คลาย ราคาหุ้นกลับขึ้นมา เราก็ไม่กล้าซื้อคืน เวลาผ่านไป 5 ปี 10 ปี พอร์ตเราก็ไม่ไปไหนซักที บางคนยอมแพ้ภัยอารมณ์ตัวเองออกจากตลาดไปก็มี
..
==================
.
ด้วยสถานการณ์ปัจจุบัน ทำให้ผมคิดถึงคำพูดนึงของ Ben Graham ปรมาจารย์ด้านการลงทุนเน้นคุณค่าที่กล่าวว่า
.
“In the short run, the market is a voting machine but in the long run, it is a weighing machine.”
..
“ในระยะสั้นตลาดหุ้นเหมือนเครื่องโหวตลงคะแนน แต่ในระยะยาวตลาดหุ้นจะเป็นเครื่องชั่งน้ำหนัก”
..
แปลไทยเป็นไทยอีกทีได้ใจความว่า ในระยะสั้นราคาหุ้นจะผันผวนไปตามอารมณ์ของคนส่วนใหญ่ที่ชอบหรือเชื่อในหุ้นตัวนั้น แต่ในระยะยาว ความสามารถในการทำกำไรของตัวธุรกิจ จะเป็นตัวกำหนดมูลค่า และทำให้ราคาหุ้นขึ้นได้ในที่สุด
..
ผมไปอ่านเจอที่ https://passiveway.com/best-time-to-invest/ เป็นเว็บไซต์ที่รวบรวมบทความ ความรู้ ข้อมูล เกี่ยวกับการลงทุนแนวเน้นคุณค่าแบบ passive โดยเฉพาะ ซึ่งมีตัวเลขของตลาดหุ้นไทยที่น่าสนใจ ระหว่างปี 2518-2560 แบบนี้
.
• ตลาดหุ้นไม่ได้บวกหรือลบทุกปี แต่ว่าจำนวนปีที่ตลาดหุ้นเป็นบวก > จำนวนปีที่ตลาดหุ้นเป็นลบ
• ตลาดหุ้นเป็นบวก 27 ปี และตลาดหุ้นเป็นลบ 16 ปี
• มีปีที่ตลาดบวก > 50% อยู่ 6 ปี และมีปีที่ตลาดเป็นลบ > 50% แค่เพียงปีเดียว
• มีปีที่ตลาดบวก > 20% อยู่ 18 ปี และมีปีที่ตลาดเป็นลบ > 20% อยู่ 6 ปี
.
ถ้าเราสามารถทนถือผ่านอารมณ์ตลาดบวก ๆ ลบ ๆ แบบนี้มา เงินของเราจะโตมากถึง 124 เท่า หรือพูดง่าย ๆ คือ ถ้าเราลงทุน 10,000 บาท เมื่อปี 2518 ผ่านมา 43 ปี เงินของเราจะมีมูลค่ามากถึง 1,243,314 บาท คิดเป็นผลตอบแทนทบต้นอยู่ที่ 11.87%
.
สิ่งที่ผมกำลังจะบอกคือว่า วิกฤตเศรษฐกิจ เกิดขึ้นแน่นอน แต่ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่ มาในรูปแบบไหน และจะรุนแรงขนาดไหน เหมือนอย่างรอบนี้ที่มีเรื่อง Trade War ค่าเงิน Inverted Yield Curve หรือแม้กระทั่งการ tweet แบบ 3 วันดี 4 วันไข้ของ Trump ทำให้นักลงทุนอย่างเราเกิดความกังวล กลัว มีทั้งรัก โลภ โกรธ หลง สลับไปมา อารมณ์แบบนี้ทำให้เราเครียดและตัดสินใจซื้อขายหุ้นที่อาจไม่นำพามาซึ่งผลตอบแทนที่ดี
.
แต่ถ้าเราเชื่อในประวัติศาสตร์กว่า 40 ปี ของตลาดหุ้นไทย มันต้องมีปีที่ดีและไม่ดีสลับกันไป ถ้าเราเลือกหุ้นที่ดี ลงทุนในราคาที่เหมาะสม และถือข้ามผ่านวิกฤตไปได้ ในระยะยาวแล้วนั้นผลตอบแทนของเราจะเติบโตได้ในที่สุด
.
ผมอยากจะฝากทิ้งท้ายไว้ว่า “เราไม่จำเป็นต้องควบคุมอารมณ์ แต่เราต้องรู้เท่าทันอารมณ์ให้ได้”
.
เราต้องมีสติ ดูให้รู้ว่าตอนนี้อารมณ์เราเป็นอย่างไร ให้รู้ว่าเสียหุ้นมา กำลังโกรธ ก็ปิดจอซะ อย่างเพิ่งซื้อขาย ให้รู้ว่าโลภ อยากไล่ราคา ก็ตั้งสติ ประเมินมูลค่าก่อน หาข้อมูลเพิ่มก่อน ค่อยตัดสินใจ
..

รู้มากกล้าบ้าบิ่น รู้น้อยนิดสู้ไม่ถอย
ไม่รู้เอาแต่คอย ไม่อยากดอยต้องรู้เท่าทัน
..