รีวิวหนังสือ ลงทุนแบบเบน เกรแฮม

หนังสือเล่มล่าสุดของ ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร เป็นการรวบรวมบทความในรอบปี ที่ผ่านมาของดร. นิเวศน์ จากคอลัมน์โลกในมุมมองของ Value Investor หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ เนื้อหาในเล่มไม่ได้เจาะจงเฉพาะแต่วิธีการของเบน เกรแฮม แต่เป็นเหมือนการที่เราได้อ่านสรุปความคิดของดร.นิเวศน ์ว่าในปีที่ผ่านมาคิดเห็นต่อการลงทุนอย่างไร

** 30 ปี ในตลาดหุ้น **
.
10 ปีแรก (2530) ดร.นิเวศน์ เรียกว่าเป็นการ “เล่นหุ้น” มากกว่า “ลงทุน” โดยใช้เงินแค่ 10% ของเงินที่มี ซื้อหุ้น IPO บ้าง เก็งกำไรบ้าง ผลลัพธ์คือน่าจะเสมอตัว ถึงแม้ว่าตลาดหุ้นจะขึ้นมาม ากมายมหาศาล
.
10 ปีต่อมา (2540) เป็นการลงทุน “เพื่อชีวิต” หลังออกจากงานเมื่อเกิดวิกฤ ตต้มยำกุ้ง โดยค่อย ๆ เอาเงินออมทั้งหมดที่มีใส่ล งไปในบริษัทที่มีคุณภาพเยี่ ยม เป็นผู้นำโดยขายสินค้าที่มี ความต้องการเพิ่ม หนี้น้อย P/ E ไม่ถึง 10 เท่า มีเงินปันผลที่ดี เป็นการเริ่มต้นการลงทุนแบบ VI ของ ดร.นิเวศน์
.
10 ปีล่าสุด (2550) ถือว่าเป็นยุคทองของ VI เพราะหลังจากเกิด Subprime ในปี 2551 ภายในเวลา 2 ปี ตลาดหุ้นก็กลับมาเติบโตคึกค ักอีกครั้ง โดยมีปีที่เลวร้ายน้อยมาก
.
ปัจจุบัน ดร.นิเวศน์ เริ่มมองย้อนประวัติศาสตร์ว ่าวิกฤตมักจะเกิดทุกสิบปีตั ้งแต่ Black Monday, ต้มยำกุ้ง และ Sub Prime ทำให้เริ่มมองหาหุ้นที่ปลอด ภัยพอสมควรถ้าวิกฤตจะเกิดขึ ้นมาอีกครั้ง ซึ่งอาจจะไม่ใช่ปีนี้ แต่มันต้องเกิดไม่ช้าก็เร็ว  และนั่นคงเป็นเหตุผลหนึ่งที ่ ดร.นิเวศน์ ตั้งชื่อหนังสือเล่มนี้ว่าล งทุนแบบเบน เกรแฮม
.
** วิธีการลงทุนแบบเบน เกรแฮม**
.
หลักการคือ การลงทุนแปลว่าเราต้องได้รั บผลตอบแทนแน่ ๆ ไม่มากก็น้อย โดยเน้นไปที่ปัจจัยเชิงปริม าณเป็นหลัก ดังนี้
.
1) เลือกหุ้นที่มีราคาถูกหรือถ ูกมาก ถ้าวัดจาก P/ E ก็ไม่เกิน 10 เท่า ที่สำคัญคือบริษัทต้องมั่นคงสู ง
.
2) การเติบโตแท้จริงในระยะยาว โดยเอาตัวเลขย้อนหลัง 10 ปีมาคำนวณหา EPS 3 ปีล่าสุด เทียบกับ EPS เฉลี่ย 3 ปีแรก เพื่อหาการเติบโตที่แท้จริง  ไม่ใช่ดูแค่ 1-2 ปีหลัง
.
3) ลดความเสี่ยงให้เหลือน้อยที ่สุด โดยเอาสินทรัพย์หมุนเวียนลบ หนี้ทั้งหมดแล้วยังมีมูลค่า มากกว่า Market Cap หลายสิบเปอร์เซ็นต์ แปลว่า ถ้าบริษัทล้มและขายทุกอย่าง ทิ้งก็จะยังเหลือเงินมากกว่ าราคาหุ้นที่เราจ่าย คล้าย ๆ กับว่าเราซื้อเงิน 1 ดอลลาร์ ด้วยเงิน 50 เซ็นต์ ซึ่งไม่มีทางขาดทุน มี Margin of Safety สูง
.
4) ในภาพพอร์ตโฟลิโอโดยรวม ถือหุ้นอย่างน้อยอาจจะ 20-30 ตัวเพื่อกระจายความเสี่ยง และให้ถือพันธบัตรด้วย สัดส่วนคร่าว ๆ คือ ถือหุ้นระหว่าง 25-75% ที่เหลือเป็นพันธบัตร ตามสภาวะของตลาดหุ้น ถ้าคิดว่าราคาหุ้นถูกมากก็อ าจจะถือหุ้นถึง 75% ถ้าแย่ที่สุดก็ถือเพียง 25%
.
5) อย่าตามความคิดหรืออารมณ์ขอ งคนอื่นหรือ “นายตลาด” ที่ “อารมณ์แปรปรวนไม่มีเหตุผล”  สิ่งที่เราควรทำก็คือ พิจารณาอย่างรอบคอบและฉกฉวย ประโยชน์โดยการขายหุ้นที่แพ งเกินและซื้อหุ้นที่ถูกกว่า ความเป็นจริง
.
=========================
.
** อย่าประมาทในตลาดหุ้น **
.
มีหลายตอนที่ ดร.นิเวศน์ คอยย้ำเตือนสติไม่ให้เราประ มาทในการลงทุน ไม่ว่าจะเป็นการที่ผู้บริหา รคุยโม้เรื่องการเติบโตมากเ กินไป การไปลงทุนธุรกิจใหม่หรือต่ างประเทศที่ยังไม่เชี่ยวชาญ  กู้เงินสูงเกินไป หรือผู้สอบบัญชีตั้งหมายเหต ุที่น่ากลัว เพราะหลายครั้งมันคือ “ลางหายนะ” ของหุ้นที่ขาย Story มากเกินกว่าความจริงของผลปร ะกอบการปัจจุบัน ซึ่งทำให้ “หุ้นนางฟ้า” ตกสวรรค์กันมานักต่อนัก
.
ดร.นิเวศน์ เล่าเรื่อง Achilles’ Heel เพื่อเป็นการเปรียบเทียบให้ ฟังว่า “อคิลลีส” เป็นนักรบที่ยิ่งใหญ่ที่สุด ในเทพนิยายอีเลียด ร่างกายทุกส่วนทนทานต่อศาสต ราวุธเพราะตอนเกิดพ่อแม่จับ เขาห้อยหัวจุ่มแม่น้ำศักดิ์ สิทธิ์ แต่สุดท้ายเขาก็ถูกฆ่าตายเพ ราะโดนธนูอาบยาพิษยิงเข้าไป ที่ส้นเท้าที่ไม่ได้จุ่มน้ำ นั่นเอง
.
สิ่งทีดร.นิเวศน์ เตือนคือ อย่ามั่นใจตัวเองมากเกินไป ให้คิดถึง “จุดตาย” ของทุกการลงทุนและพอร์ตของเ ราตลอดเวลา อย่าหวังผลเลิศเพื่อรวยเร็ว  การรวยช้าลงมาหน่อยไม่ได้ทำ ให้ความสุขลดลง แต่การล้มเหลวมีต้นทุนที่สู งเกินไป แม้เราจะคิดว่าโอกาสที่เกิด จะน้อยก็ตาม
.
ยังมีอีกหลายเรื่องที่น่าสน ใจในเล่ม ไม่ว่าจะเป็นการพูดถึงโคมไฟ  3 ดวง โดยเล่มนี้จะเน้นที่ดวงแรก ดราม่าในตลาดหุ้น การลงทุนเป็นเรื่องของเกมที ่น่าเบื่อ สงครามกับการลงทุน (หลายครั้ง ดร.นิเวศน์ ชอบเปรียบเรื่องหุ้นกับเรื่ องการทำสงคราม ในเล่มนี้ก็มีเรื่องของสงคร ามสนามเพลาะ สงครามข่าวสาร) ลองอ่านกันดูครับ