ปีนี้เป็นปีแห่งการเรียนรู้ ของผมอย่างแท้จริง ถ้าใครเคยอ่านบันทึกครึ่งปี แรกของผมก็จะรู้ว่าขาดทุนเพ ราะผมได้ทดลองใช้หลายวิชาด้ วยเงินจริง เพราะจะได้จำว่าวิธีไหนเวิร์ค

แต่ครึ่งปีหลังผมเริ่มตกผลึ กและกลับมาโฟกัสด้วยวิธีการ ดู growth story และงบพื้นฐานแบบที่ตัวเองถน ัด ทำให้ผลงานพลิกกลับมาเป็นบว กได้ ถ้านับถึงเดือน 11 กำไรเยอะพอสมควรทีเดียว จากการทุ่มเงินลงไป 70% ของพอร์ตกับหุ้นตัวเดียวที่มั่นใจ แต่ดันมาพลาดท่าเสียทีจากเห ตุการณ์ไม่คาดฝันของหุ้นตัว นั้นในเดือนธันวา ทำให้ปิดปีกำไรลดลงแต่ก็ยัง เป็นบวกอยู่ เพราะหุ้นอสังหาตัวนึงในพอร ์ตช่วยชีวิตไว้ บทสรุปที่ได้ของผมในปีนี้คื อ
.
1) ลงทุนในแนวทางที่เราถนัดคือ ดีที่สุด อย่ามั่วใช้หลายวิธีถ้าไม่รู้จริง
.
ตอนต้นปีผมเคยลองใช้กราฟเล่นหุ้นเครื่องดื่มตัวนึงที่ท ำสามเหลี่ยมแล้วเบรคด้วยโวล ุ่ม แต่สุดท้ายมันกลายเป็น False Break แล้วราคาหุ้นก็ร่วงลงมา ผมเลยมาดูพื้นฐานแล้วคิดว่า  มันก็พอดูมีอนาคตจากตลาดต่า งประเทศที่น่าจะโตนะ งั้นถือลุ้นต่อละกัน เรียกได้ว่า “ผมซื้อแบบเทคนิค แต่ยอมติดดอยแบบ VI” นี่มันเข้าหลักการเม่าชัด ๆ สุดท้ายหุ้นก็ยังลงต่อจนผมเ ริ่มรู้สึกตัวได้ว่า เรากำลังทำผิดพลาดอยู่ เลยยอมขายทิ้งตัดขาดทุนไป
.
>> บทเรียน: เข้าด้วยหลักการไหนก็ควรออก ด้วยแนวทางนั้น เราไม่ควรผสมผสานหลายวิธีถ้ าเราไม่รู้จริง อย่างผมไม่เก่งเทคนิค ก็ไม่ควรใช้ แถมพอหุ้นลงดันแปลงร่างมาเป ็น VI เฉย ปัจจุบันผมเลยดูพื้นฐานด้วย งบและ growth story เป็นหลัก โดยดู Volume เป็นตัวเสริม เพื่อหาจังหวะเข้าซื้อ
.
2) เห็นหุ้นไม่วิ่ง เลยกะเล่นรอบ แต่สุดท้ายขายหมูตัวใหญ่
.
หุ้นโรงไฟฟ้าตัวนึงที่น่าจะ เป็นหุ้นเด้งถ้าผมไม่รีบขาย ออกไปก่อน หุ้นตัวนี้ผมเห็นมาตั้งแต่ง บ Q1 ออก และผมก็บอกทุกคนว่ามันเหมือ น GPSC มาก มันไปไกลแน่ ๆ แล้วผมก็ซื้อไว้ แต่เราเห็นราคามันขึ้นไปแล้ วก็ลงมาวนเวียนอยู่แถวสิบบา ทต้น ๆ อยู่นาน เลยเกิดความคิดที่ว่า “เล่นรอบดีกว่า” แล้วผมก็ขาย โดยรอว่าถ้าลงมาถึงราคาที่ต ้องการจะซื้อคืน แต่ทว่ารอบนี้มันดันเลือกที ่จะวิ่งไปเรื่อย ๆ ทุกวัน ๆ จนผมไม่กล้าซื้อตามเพราะกลั วว่ามันจะลง แต่จนถึงวันนี้มันกลายเป็นก ารขายหมูครั้งใหญ่ที่สุดในร อบปีของผม
.
>> บทเรียน: ถ้าหุ้นตัวไหนที่เรามั่นใจใ นอนาคต ซื้อไปแล้วตามแผน ยังกำไรอยู่ ไม่ได้มีเหตุการณ์อะไรมากระ ทบพื้นฐานก็ควรถือต่อไปเรื่ อย ๆ ไม่ต้องไปคิดอะไรมาก ไม่ต้องเล่นรอบ อดทนรอเวลาหุ้นขึ้นตอบแทนคว ามพยายามของเราดีกว่า
.
3) หุ้นที่ยังไม่มีอนาคตก็ควรป ล่อยเค้าไปก่อน
.
มีหุ้นตัวนึงที่ผมซื้อเก็บไ ว้นานแล้วเป็นหุ้นที่เข้าเก ณฑ์ของการ Turn Around มาก ๆ มีเงิน มีสภาพคล่อง หนี้น้อย ธุรกิจ sunset แต่กำลังสร้างโรงไฟฟ้าอยู่ และมีข่าวทั้งเข้าประมูลหรื อ Take Over โรงไฟฟ้าต่าง ๆ อยู่เรื่อย ๆ คือทุกอย่างดูดีหมด แต่ราคากลับร่วงลงทุกวัน แรก ๆ ผมไม่กล้าขายเพราะกลัวจะขาย หมู เดี๋ยวเราจะเสียโอกาส เลยทนถือมา แต่แล้ววันที่ประกาศงบ ผมก็คิดได้ว่าหุ้นตัวนี้มัน ยังไม่เห็นอนาคตที่ชัดเจน โรงไฟฟ้าที่ชัวร์ ๆ ก็ยังไม่เสร็จซักที เลื่อนแล้วเลื่อนอีก ขณะที่ธุรกิจปัจจุบันก็ยังข าดทุนอยู่ ราคาหุ้นมันเลยลงไง
.
คำถามที่ถามตัวเองคือ อ้าวแล้วจะอยู่ทำไม จะจมเงินตัวเองไว้ทำไม ขายไปก่อนมั้ย แล้วค่อยกลับมาใหม่เมื่อทุก อย่างมันชัดเจนกว่านี้ คิดได้แบบนั้น ผมเลยขายทิ้งหมดพอร์ต แล้วเชื่อมั้ยครับว่า ใจผมโล่งมากแบบไม่เคยเป็นมา ก่อน ความรู้สึกกังวลมันหายไปหมด  เหมือนที่เค้าบอกกันว่า ยกภูเขาออกจากอก มันเป็นแบบนี้นี่เอง แล้วเชื่อมั้ยครับว่าวันนี้ หุ้นตัวนั้นราคามันก็ยังร่ว งลงมาอยู่เรื่อย ๆ
.
>> บทเรียน: หุ้นทุกตัวที่เราซื้อ เราต้องสามารถเห็นภาพแบบค่อ นข้างชัดว่า ราคามันควรจะวิ่งเมื่อไหร่ ไปที่เท่าไหร่ เพราะอะไร หุ้นบางตัวมันยังไม่ถึงเวลา ขึ้น มันก็ไม่ขึ้น เผลอ ๆ อาจลงด้วยซ้ำ เหมือนหุ้นตัวที่ผมพูดถึง แต่ผมก็ยังติดตามข่าวคราวเค ้าอยู่และก็พร้อมจะกลับไปถ้ าเห็นความชัดเจน
.
4) กลัวตกรถ แต่ไม่กลัวติดดอย
.
มีหุ้นหลายตัวที่วิเคราะห์ม าแล้วว่าอนาคตดีแน่ ๆ ตอนนี้ราคาดูไม่แพง บางตัวยังไม่ถึงจุดที่คิดว่ าจะซื้อตาม Margin of Safety แต่ผมกลัวว่าจะตกรถเลยรีบซื ้อ แล้วสุดท้ายมันก็ไม่วิ่งอยู ่ดี บางตัวมันลงมาด้วยซ้ำ ทำให้แทนที่จะได้ต้นทุนที่ถ ูกกลายเป็นว่าติดดอยซะงั้น แต่ผมก็ยังเชื่อว่าในระยะยา วมันก็ยังดีอยู่
.
>> บทเรียน: เมื่อหาหุ้นดีมีอนาคตเจอแล้ ว ประเมินมูลค่าให้ชัด วางแผนการซื้อขายให้ดี คิดให้ตกผลึกว่าถ้าราคาลงจะ ซื้อที่เท่าไหร่ แล้วถ้าราคาขึ้นจะซื้อตามมั ้ยที่เท่าไหร่ แบ่งไม้ซื้อขายอย่างไร แล้วต้องทำตามแผนอย่างมีวิน ัย
.
5) มีวินัย กล้าทำตามแผนเพื่อรักษากำไร
.
หุ้นหลักในพอร์ตผม ที่คิดไว้แล้วว่าโตแน่ ๆ โดยเฉพาะเวลาผมคุยกับใคร ไม่มีใครเห็นด้วยกับผมมากนั ก แต่ผมชัวร์มาก ๆ ว่ามันต้องวิ่งแน่และราคาตอ นนี้ก็ยังมี upside อยู่มาก โดยผมประเมินความเสี่ยงไว้พ ร้อมว่า ถ้ามีเหตุการณ์ไม่คาดฝันแบบ ไหนบ้างเกิดขึ้น เราจะขายที่เท่าไหร่ยังไง
.
แล้ววันนึงเมื่อเดือนธันวาผ มก็เริ่มเห็นสัญญาณว่ากองทุ นขาย ก็เฝ้าระวัง แต่เท่าที่เช็คข่าวก็ยังไม่ เห็นมีอะไร จนวันนึงเห็นข่าวใน Line ซึ่งเป็นข่าวร้ายที่สุดที่ผ มประเมินไว้ว่าถ้าเป็นเรื่อ งจริงต้องขายทุกราคา พอเช็คเสร็จว่าชัวร์ผมก็เทข ายออกหมดทุกราคา ถึงแม้ว่ากำไรจะหายไปหลายสิ บเปอร์เซ็นต์ถ้าขายก่อนหน้า นี้ แต่อย่างน้อยผมก็ยังได้กำไร และได้ทำตามแผนทุกอย่างที่ว างไว้
.
>> บทเรียน: แผนการเป็นเรื่องสำคัญ โดยเฉพาะอย่าลืมประเมินความ เสี่ยงว่าถ้าเกิดขึ้นมาเราจ ะทำอย่างไร แล้วสิ่งที่สำคัญคือต้องกล้ าทำตามแผน อย่าไปเสียดายว่า เราเคยได้กำไรมากกว่านี้ เพราะบางครั้งถ้าเราไม่ขายเ ราก็อาจจะขาดทุนไปเลยก็ได้น ะ
.
6) มิตรภาพจากการเปิดเพจ
.
ผมเริ่มเปิดเพจเมื่อเดือนมี นาคมปีนี้ โดยจุดเริ่มต้นก็มาจาก เราวิเคราะห์หุ้นอยู่แล้วหล ายตัว เราจดบันทึกเอาไว้ เคยแชร์ให้กับเพื่อนสนิท ๆ แล้วเค้าบอกว่าดีมีประโยชน์  เราก็เลยคิดเอาเองว่าถ้าเรา แชร์สู่วงกว้างขึ้นน่าจะพอม ีประโยชน์กับคนอื่น ๆ ได้บ้าง ก็เลยมาเปิดเพจ
.
แต่สิ่งที่ผมได้รับมันยิ่งใ หญ่เกินกว่าที่ผมคาดไว้อีก คือ ผมได้รู้จักคนเก่ง ๆ ขึ้นเยอะมาก บางคนเคยเจอตัวจริง บางคนเคยเจอแต่ใน facebook และผมก็ได้เรียนรู้จากคนเหล ่านั้นเยอะมาก บางคนมีหุ้นมาให้ลอกด้วย หรือหลายครั้งที่มีคน inbox มาว่าพี่ช่วยดูหุ้นให้หน่อย ติดดอยอยู่ ผมนี่รีบไปแกะงบเลยนะ เพราะสงสารเค้า ทั้ง ๆ ที่บางตัวนี่แทบจะไม่มีความ รู้เลย แต่อย่างน้อยผมก็ดีใจมากเวล ามีคนมาบอกว่า เห็นหุ้นที่ผมโพสต์แล้วไปทำ การบ้านต่อจนได้กำไร หรือที่ดีใจสุด ๆ คือ หลายคนไม่เสี่ยงไปซื้อหุ้น IPO หรือหุ้นตามข่าว เพราะเห็นผมมาแชร์ไว้
.
7) อ่านหนังสือน้อยเกินไป
.
ผมรู้สีกว่าปีนี้ผมมัวแต่มา นั่งแกะงบหุ้นรายตัวเยอะไป ไม่ค่อยได้อ่านหนังสือ จนมาช่วง 2-3 เดือนหลัง ผมเริ่มมาอ่านหนังสือเยอะขึ ้น ซึ่งทำให้ได้ไอเดียหรือมุมม องใหม่ ๆ ในการวิเคราะห์หุ้นได้คมขึ้ น หลากหลายขึ้น ผมคิดว่ามันก็เหมือนการได้ล ับมีด โดยเฉพาะการอ่านหนังสือที่ไ ม่ใช่แค่เรื่องหุ้น แต่อ่านจิตวิทยา การตลาด การ์ตูน ฯลฯ ทำให้เรารู้กว้างขึ้นและสมอ งเกิดการเชื่อมโยงเวลาวิเคร าะห์หุ้นในที่สุด
.
8.) ให้เวลากับครอบครัวน้อยเกินไป
.
ข้อนี้สำคัญสุด หลายครั้งในวันหยุด ผมยังนั่งเปิดคอมดูหุ้นหรือ อ่านข่าว เวลาอยู่กับคนในครอบครัวพร้อมไปกับการคุยเล่นกับเค้า พอลูกผมนอนหลับ ผมก็เลยเริ่มคิดขึ้นมาได้ว่ า มันไม่น่าจะถูกต้องนะ เพราะเวลาเราก็ไม่ค่อยจะมี ถึงแม้เราจะบอกว่าเราหาเงิน เพื่อครอบครัวแต่ถ้าสุดท้าย แล้วเรามัวแต่ก้มหน้าก้มตาทำแบบนี้โดยไม่สนใจช่วงเวลาระหว่างการเดินทางเลย สุดท้ายเราอาจจะมีเงินมากมายแต่ก็ไม่น่าจะมีประโยชน์อะ ไร
.
ปีหน้าฟ้าใหม่ผมคงจะต้องจัด สรรเวลาให้ดีกว่านี้ โดยเฉพาะเวลาอยู่กับลูก ๆ ก็ต้องให้เต็มที่ แล้วเราอาจจะต้องลดเวลานอนเราเพิ่มอีกหน่อยเพื่อมาศึกษ าเรื่องการลงทุนมันก็น่าจะดีกว่าเราไปหมกมุ่นกับหุ้นตลอดเวลาโดยมองข้ามคนที่เรารัก
.
ใครมีบทเรียนอะไรในปีนี้เล่าสู่กันฟังหน่อยครับ