ทุกพฤติกรรมมีความเสี่ยง โปรดอย่าลำเอียงก่อนตัดสินใจ

“คนเราเกือบทุกคนสามารถตกเป็นเหยื่อของการตัดสินใจทางอารมณ์แทนการใช้เหตุผลได้”
.
หรือพูดอีกนัยหนึ่งก็คือ หลายครั้งที่เรามักใช้ “อารมณ์” ในการตัดสินใจ มากกว่า “เหตุผล” ที่แม้จะดูมีตรรกะมากกว่าก็ตาม

1. Social norm effect
..
วันนี้อยากกิน “ข้าวหมกไก่” มากเลย ไม่ได้กินมานานแล้ว
.
แต่พอถึงร้าน ทั้งเจ้านาย ทั้งเพื่อน มีแต่คนสั่ง “ข้าวมันไก่” ไม่มีใครสั่งข้าวหมกไก่เลย
.
พอถึงตาเราสั่งบ้าง เราไม่อยากผิดแปลกจากคนอื่น เลยจำใจต้องสั่ง ข้าวมันไก่ ตามคนอื่น
.
พฤติกรรมแบบนี้เค้าเรียกว่า “social norm effect” คือ ไม่อยากทำตัวต่างจากมาตรฐานสังคมที่มีอยู่

ลองสังเกตตัวเราเองดูกันครับว่าเราเคยตกอยู่ในเหตุการณ์แบบนี้บ้างมั้ย เช่น กลางวันกินอะไรดี เพื่อนบอกไปกินพิซซ่ากัน แต่เราเองอยากกินข้าวมากกว่า ก็ไม่กล้าขัดคนหมู่มาก
.
วาเลนไทน์ต้องซื้อดอกไม้หรือช็อกโกแล็ต ทุกคนก็จะปฏิบัติคล้ายคลึงกัน
..
2. First Impression
.
เรามักจะมีความเชื่อปักใจต่อภาพลักษณ์ของสิ่งของหรือคนที่เราได้เจอกันในครั้งแรกและยึดติดกับความคิดนั้นไม่เปลี่ยน เช่น เราจำภาพพี่ชายที่ขี้แย อ่อนแอ ร้องไห้บ่อย พอโตมาถึงแม้ว่าพี่จะเก่งเป็นถึงอาจารย์มหาวิทยาลัย เราก็ไม่ค่อยจะอยากเชื่อพี่เท่าไหร่เพราะมันเป็นภาพจำในวัยเด็ก
.
หรือ ลูกหลานที่รับช่วงธุรกิจต่อจากพ่อแม่ ก็มักจะโดนผู้ใหญ่มองว่าเป็นเด็กตลอดเวลา เสนอไอเดียอะไรใหม่ ๆ ก็มักจะไม่ค่อยเห็นด้วย ไม่ใช่เพราะว่าไม่ดี แต่เป็นเพราะเขาเลี้ยงเรามาตั้งแต่ตอนเป็นเด็กเล็ก ๆ ที่เรายังไร้เดียงสา ทำอะไรไม่ค่อยเป็นนั่นเอง
..
รู้แบบนี้แล้ว เวลาเราสอบสัมภาษณ์ จีบสาว เจอเพื่อนใหม่ พยายามสร้างความประทับใจครั้งแรก หรือภายใน 5 นาทีแรกให้ได้นะครับ เพราะมันอาจจะเป็นภาพจำสำหรับคน ๆ นั้นไปตลอดก็ได้
.
หรือถ้าเป็นเรื่องการลงทุน ผมเชื่อว่าหลายคนต้องจำได้แน่ ๆ ว่า หุ้นที่ทำกำไรหรือขาดทุนหนัก ๆ ให้กับคุณคือตัวไหน และบ่อยครั้งที่เรามักจะเข็ดขยาดกับตัวที่ขาดทุน จนไม่กล้ากับเข้าไปยุ่งอีก ถึงแม้ว่าตอนนี้บริษัทนั้นอาจจะทำกำไรมากมายแล้วก็ตาม
.
3. Confirmation Bias
.
คนเราชอบค้นหาข้อมูลที่จะมาสนับสนุนสิ่งที่เราเห็นด้วย และพร้อมที่จะมองข้ามข้อมูลที่ไม่สอดคล้องกับสิ่งที่เราเชื่อ เช่นในเกมส์ฟุตบอล นิวคาสเซิลยิงติดแขนของเทรนท์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ แล้วซ้ำเข้าไปเป็นประตูตีเสมอ แฟนนิวคาสเซิลบอกว่าน่าจะเป็นใบแดงเพราะฟาล์วชัดเจน แต่แฟนหงส์บอกว่า ผู้ตัดสินทำถูกแล้ว เพราะเป็นลูกได้เปรียบและทำให้ได้ประตูเป็นประโยชน์ต่อทีมสาลิกาดงนะ
..
เรื่องนี้เป็นเรื่องของภูมิต้านทานความผิดหวัง ที่เราไม่อยากเสียใจถ้าเกิดเหตุการณ์ไม่เป็นไปตามที่เราคาดหวัง เพราะถ้าเกิดเทรนท์โดนไล่ออกจริง สุดท้ายลิเวอร์พูลอาจจะไม่ได้ชนะ 3-2 แล้วก็หมดลุ้นแชมป์ก็เป็นได้ (เหลืออีกหนึ่งนัดสู้เค้านะหงส์แดง)
.
ถ้าเป็นเรื่องการสัมภาษณ์งาน เรามักจะไม่เสียใจถ้าสัมภาษณ์แล้วไม่ได้ ถ้าคนที่สัมภาษณ์เรามีคนเดียว แต่เราจะเสียใจมากกว่าถ้าคนสัมภาษณ์มีหลายคน เพราะคนเดียวอาจมี bias ไม่ชอบหน้าเราก็ได้ แต่ถ้าหลายคนไม่เห็นด้วย มันเหมือนเป็นการยืนยันว่าเราอาจจะไม่เหมาะสมจริง ๆ
..
เวลาซื้อหุ้นก็เหมือนกันนะครับ เรามักชอบเข้าข้างตัวเองว่าหุ้นตัวเราที่ซื้อดี เราจะไปหาข้อมูลที่มาสนับสนุนว่ามันจะขึ้น โดยพยายามมองข้ามข้อมูลที่ไม่ดี หรือที่จะส่งผลทางลบให้หุ้นเราลง ซึ่งสุดท้ายหุ้นเราอาจจะไม่ดีจริง ๆ ก็ได้นะ
..
4. Loss Aversion
.
รัฐบาลอังกฤษออกกฎว่า ถ้าไปซื้อของที่ supermarket ที่มีหลายสาขาและมีพนักงานมากกว่า 250 คน ขึ้นไป ถ้าจะเอาถุงพลาสติดต้องจ่ายเงินประมาณ 2 บาท ซึ่งดูเหมือนจะเป็นเงินที่ไม่มากแต่ผลที่ตามมาคือ จำนวนถุงพลาสติกลดลงจาก 7,000 ล้านใบต่อปี เหลือแค่ 500 ล้านใบต่อปี
.
เหตุผลก็คือ คนเรากลัวการสูญเสียมากกว่าการได้ผลประโยชน์เพียงเล็กน้อย คือ ไม่อยากเสียเงิน ยอมแบบของหรือเอาถุงผ้าไปเองก็ได้ ที่เมืองไทย 7-11 เองก็มีการขอให้ไม่รับถุงเหมือนกันนะครับ ไม่ได้คิดเงินค่าถุง แต่จะเอาไปบริจาคโรงพยาบาลแทน ถามว่าได้ผลมั้ย ก็เห็นคนงดรับถุงกันเยอะพอสมควรครับ แต่ผมคิดว่า ถ้าคิดเงินค่าถุง เชื่อว่าจะได้ผลกว่าเยอะแน่ ๆ
..
Loss Aversion ที่เราเห็นชัดในการลงทุน คือ ไม่ขายไม่ขาดทุน เราชอบปล่อยหุ้นตัวแดงๆ เต็มพอร์ต เพราะทนไม่ได้ถ้าต้องเปลี่ยนจาก unrealized เป็น realized loss ก็เลยปล่อยพอร์ตให้แดงอยู่อย่างนั้น เพราะถ้าขายเมื่อไหร่จะเจ็บมากกว่า
.
5. Empathy vs. Sympathy
.
“Empathy” คือ การเอาใจเขามาใส่ใจเรา เป็นการเอาทัศนคติของคนอื่นมาใส่ในใจเรา เอาตัวเองไปอยู่ในจุดที่เขาคิดเขาเป็น และไม่ตัดสินในสิ่งที่เขาเล่าให้เราฟัง เหมือนบอกเพื่อนว่า “เราเข้าใจความรู้สึกนายตอนนี้ เราอยากให้นายรู้ว่าไม่ได้อยู่คนเดียว นายยังมีเราอยู่”
..
“Sympathy” เป็นการอยากทำให้ทุกสิ่งทุกอย่างหรืออีกฝ่ายดีขึ้น เช่น พูดประมาณว่า “เฮ้ย อย่าคิดมาก เสียเวลา” หรือ มักจะใช้คำว่า “แต่อย่างน้อย” เช่น ลูกเราสอบตก ก็มักจะมีคนมาปลอบว่า แต่เค้าเป็นเด็กดีนะ เล่นดนตรีเก่งนะ
..
สำหรับคนที่ซึมเศร้า หรือต้องการเล่าเรื่องทุกข์ใจให้เราฟัง บางครั้งเค้าต้องการแค่เล่า ไม่ได้ต้องการให้เรามาแก้ปัญหาให้ แค่อยากมีคนเข้าใจและรู้สึกตาม เพราะฉะนั้นถ้าเราอยากจะช่วยเหลือคนเหล่านี้ เราต้องใช้ Empathy นะครับ อย่าไปบอกเค้าว่า ทำไมไม่ทำตามที่เราบอกล่ะ จะได้หายเศร้า (เพราะถ้าเค้าทำได้ เค้าทำไปนานแล้ว)
..
ยังมีเรื่องราวอีกหลายอย่างที่สนุกและน่าสนใจในหนังสือเล่มนี้นะครับ ไม่ว่าจะเป็น ข้อเสียของการแบ่งห้องตามผลการเรียน โรงเรียนอนุบาลในบ้านพักคนชรา Fake News ที่ฆ่าไม่ตาย Elephant in the room หรือความอับอายทางประวัติศาสตร์ที่หนังสือเรียนไม่เคยสอน
..