“ที่เราแย่เพราะโชคร้าย เขาสบายเพราะโชคดี”

หนังสือแนวจิตวิทยาเล่มล่าสุดของ ดร. นภดล ร่มโพธิ์ ที่รวบรวม 72 เรื่องราวของ “ความลำเอียง” ในการตัดสินใจของคนเราในชีวิตประจำวัน

ความลำเอียง เป็นสาเหตุที่ทำให้เราทำอะไรหลายอย่างโดยไม่มีเหตุผลทั้ง ๆ ที่เป็นเรื่องที่ “ควรทำ” เช่น กินอาหารเยอะเกินไป ทั้ง ๆ ที่ก็รู้ว่ามันจะทำให้เราอ้วน หรือ รู้ว่าการออกกำลังกายทำให้ร่างกายแข็งแรง แต่มีแค่คนส่วนน้อยที่ทำทุกวัน
.
หนังสือเล่มนี้จะช่วยให้เรารู้เท่าทันความคิดตัวเองและเข้าใจอื่นมากขึ้น ตัดสินใจอะไรต่าง ๆ ได้ดีขึ้น มีความสุขมากขึ้น และประสบความสำเร็จในชีวิตได้ง่ายขึ้น ผมขอนำเสนอบางตัวอย่างในหนังสือที่ผมชอบและคิดว่าเอาไปประยุกต์ใช้ได้ทั้งการลงทุนและชีวิตประจำวันครับ
.
1) ผิดแน่ ๆ ถ้าผลแย่ ๆ เกิดขึ้น (Moral Luck)
.
ในเกมส์ฟุตบอล ถ้ากองหลังทิ้งตำแหน่งตัวเองขึ้นมาแต่ดันยิงประตูได้จะได้รับคำชม แต่ถ้าโดนสวนกลับแล้วเสียประตูจะโดนด่า ทั้ง ๆ ที่เป็นเรื่องเดียวกันว่า ทิ้งตำแหน่งตัวเองที่เป็นกองหลังมาเป็นกองหน้า นี่คือความลำเอียงของการตัดสินความผิดถูกจาก “ผล” มากกว่า “การกระทำ”
.
เรื่องของการลงทุนก็เช่นกัน ถ้าหุ้นที่เราถือตกมา 10% เราคัทลอส ถ้าพรุ่งนี้ลงต่อ แปลว่าเราคิดถูก แต่ถ้าวันรุ่งขึ้นมันเด้งกลับที่เดิม แปลว่า เราคิดผิด ทั้ง ๆ ที่มันคือเรื่องเดียวกัน ซึ่งจริง ๆ แล้วมันอาจเป็นเพราะเราแค่โชคดีก็ได้ วิธีการที่น่าจะดีกว่าน่าจะเป็นเรื่องของแผนการและวินัยที่เราต้องกำหนดไว้มากกว่าว่า ถ้าหุ้นตัวที่เราถือตกลงมาถึงจุดไหนจะทำอย่างไรขายหรือซื้อเพิ่ม หรือถ้ามันขึ้นไปต่อเราจะขายที่ตรงไหน
.
2) ว่าแล้ว ไม่มีผิด (Hindsight Bias)
.
เรามักจะรู้สึกว่าเรารู้ดี ทำนายเหตุการณ์ได้ทั้งหมดเมื่อมันผ่านไปแล้ว เช่น นักวิจารณ์เกมส์ฟุตบอลมักจะรู้ดีหลังจากเกมส์จบพร้อมบอกว่า ถ้าเล่นแบบนั้น ทำแบบนี้ก็ชนะไปแล้ว คุ้น ๆ มั้ยครับ เหมือนบทวิเคราะห์หุ้นบางทีก็มักจะทายถูกหลังจากเหตุการณ์เฉลยออกมา
.
ถ้าจะมองให้ดี ก็คือเราสามารถเรียนรู้ถึงเหตุการณ์ต่าง ๆ ว่า ถ้าเป็นเรา ควรจะทำอย่างไร จุดไหนคือจุดซื้อ ถือ หรือ ขาย เพื่อที่ว่าจะได้จำไปเรียนรู้แล้วใช้กับหุ้นตัวต่อไปที่มีเรื่องราวคล้าย ๆ กัน หรือแม้แต่สถานการณ์ในชีวิตประจำวันได้ครับ
.
3) เราเชื่อกูรูกันไหมครับ (Authority Bias)
.
เรามักจะมีแนวโน้มเชื่อคนที่เรายกย่องว่าเป็นกูรูมีความรู้ความสามารถ ถึงแม้บางทีต่อให้พูดแบบไม่ได้ทำการบ้านมาเลย เราก็ยังเชื่อ จึงไม่แปลกที่เราเห็นการเอาหมอฟันมาโฆษณายาสีฟัน เอาโค้ชเก่ง ๆ มาวิเคราะห์เกมฟุตบอล
.
ก็เหมือนที่เรามักจะคล้อยตามเซียนเก่ง ๆ เวลาเห็นเขาวิเคราะห์หุ้นต่าง ๆ ก็มีแนวโน้มจะเชื่อว่าดีหรือไม่ดีตามไปด้วย หรือบางทีก็ซื้อหุ้นตามเซียนไปเลยก็มี สิ่งที่เราน่าจะทำมากกว่าคือ การทำความเข้าใจว่าเขาซื้อหุ้นตัวนั้นเพราะอะไร แล้วเอามาทำการบ้านต่อ วิเคราะห์เองว่า เราควรจะซื้อตามหรือเปล่ามากกว่าลอกเขามาหมดโดยไม่เข้าใจ
.
4) หล่อ รวย เก่ง (Halo Effect)
.
Halo เป็นภาษากรีก หมายถึง แสงวงกลมที่มีอยู่รอบ ๆ ของคนที่มีบุญ เป็นการเหมารวมว่า ถ้าอะไรดีอย่างหนึ่ง อย่างที่เหลือก็น่าจะดีด้วย เช่น เวลาเราเห็นคนหล่อ รวย เราก็เดาเอาเองว่าเขาน่าจะเก่งด้วย หรือเราใช้ IPOD รู้สึกว่าดี เราก็เลยคิดต่อว่า iPhone และ iPad ก็น่าจะดีด้วย
.
หุ้นก็เหมือนกัน บางทีเราเห็นว่าหุ้นตัวนี้มีแผนลงทุนสร้างโรงงานใหม่ สินค้าขายได้ ผู้บริหารคนดี เราก็เลยเหมาว่าเป็นหุ้นที่ดีน่าลงทุน แต่จริง ๆ แล้วอาจจะไม่ใช่ทั้งหมดก็ได้ที่ดี เช่น หนี้เยอะไปหน่อย เลยต้องเพิ่มทุน ยังงี้โครงการดีแค่ไหน ราคาหุ้นก็ร่วงได้
.
5) เราไม่ได้ “โปร่งใส” ขนาดนั้น (Illusion of Transparency)
.
ใครเคยไปพูดที่สาธารณะ มักจะตื่นเต้นเวลาขึ้นเวที แม้แต่นักพูดเก่ง ๆ ก็ยังเป็น เพราะเราคิดว่าคนฟังฉลาดกว่าเรา เค้าต้องรู้ว่าเราตื่นเต้นอยู่แน่เลย แต่ในความเป็นจริง พอเรา present จบ บอกว่า ตื่นเต้นมาก คนฟังกลับบอกว่า ไม่เห็นรู้เลย ดูพูดคล่องออก เพราะฉะนั้น บางทีเรามโนไปเองว่าคนอื่นต้องรู้สึกว่าเรารู้สึกอย่างไร บางทีมันอาจจะไม่ใช่ก็ได้ครับ
.
6) เมื่อสำเร็จ มันเป็นเพราะเราเก่ง (Self – serving bias)
.
เวลาสอบได้คะแนนดีหรือทำงานสำเร็จ เรามักจะบอกว่า เพราะเราอ่านหนังสือเยอะ ตั้งใจเรียน ฉลาด แต่ถ้าคะแนนเราออกมาไม่ดี เราก็จะบอกว่า ข้อสอบยาก อาจารย์สอนไม่รู้เรื่อง มันเลยกลายเป็นว่า ความสำเร็จเกิดขึ้นเพราะ “เรา” ในขณะที่ความล้มเหลวเกิดขึ้นเพราะ “สิ่งภายนอก”
.
ปัญหาที่จะเกิดถ้าเราคิดแบบนี้คือ เราจะไม่พัฒนาตัวเองเลย เพราะเราไม่ปรับปรุงแก้ไข และสุดท้ายเราก็จะล้มเหลวเป็นประจำและลงเอยด้วยว่า “โชคไม่เข้าข้างเราเลย”
.
7) เราเลือกเพราะมันดี หรือมันดีเพราะเราเลือก (Choice – Supportive Bias)
.
เรามักจะหาเหตุผลมาสนับสนุนสิ่งที่เราเลือกหรือตัดสินใจไปแล้ว เพราะไม่มีใครอยากตัดสินใจผิด โดยเฉพาะการไปถามคนที่ทำแบบเดียวกัน เช่น เราซื้อรถเบนซ์มาคันนึง เราก็จะไปถามคนที่เคยซื้อมาก่อนหน้าเรา เพื่อหาเหตุผลว่าถึงมันจะแพงแต่มันดีและคุ้มค่า
.
คุ้น ๆ มั้ยครับเวลาเราซื้อหุ้นตัวไหนมาแล้ว เราจะมีเหตุผลที่ว่าทำไมมันดี เรามักจะไปดูตาม web หรือเพจต่าง ๆ ว่า ใครซื้อหุ้นตัวเดียวกับเราบ้าง เพื่อจะได้ยืนยันว่าเราคิดถูก แต่หลายครั้งเราอาจจะผิดก็ได้ วิธีการที่น่าสนใจคือลองฟังความสองด้านจากทั้งคนที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วยเพื่อจะได้ข้อมูลที่ครบถ้วนเป็นเหตุเป็นผลน่าจะดีกว่า
.
8) เรามักจะเชื่อสิ่งที่เราได้ยินซ้ำ ๆ (Illusion of Truth Effect)
.
ถ้าเราได้ยินได้เห็นอะไรซ้ำ ๆ เราก็มักจะเชื่อว่าสิ่งนั้นเป็นความจริง เช่น ผู้บริหารอยากให้พนักงานเชื่อว่าบริษัทเราเป็นบริษัทที่คิดอะไรใหม่ ๆ ตลอดเวลา ก็จะพยายามพูดเรื่องนี้ไปเรื่อย ๆ ทุกวัน ๆ จนพนักงานเชื่อว่าเป็นอย่างนั้นจริง ๆ
.
เราเคยสังเกตมั้ยครับว่า หุ้นหลายตัวพยายามลงข่าวบ่อย ๆ ว่าตัวเองเชี่ยวชาญแบบนั้นแบบนี้ หรือโบรกเกอร์เชียร์หุ้นตัวนั้นตัวนี้อยู่บ่อย ๆ จนเราเริ่มคล้อยตามว่ามันน่าจะดีจริง ๆ
.
จริง ๆ แล้วยังมีเรื่องอื่น ๆ อีกมากมายที่น่าสนใจ ไม่ว่าจะเป็น Lag Effect การทยอยอ่านหนังสือสอบเรื่อย ๆ ดีกว่ามาอัดคืนเดียวถึงโต้รุ่ง เรามักจะจำหนังตอนพีคกับตอนจบได้ดี หรือการจำเป็นรูปดีกว่าตัวอักษร ฯลฯ ถ้าใครสนใจลองหาหนังสือเล่มนี้มาอ่านกันครับ แล้วคุณจะรู้เท่าทันความคิดของตัวเองและคนอื่นมากขึ้น
.
ป.ล. อาจารย์นภดล มีหนังสือจิตวิทยาที่เกี่ยวกับหุ้นโดยตรงอีก 2 เล่ม คือ “แค่คิดก็ผิดแล้ว” และ “เล่นหุ้นอย่างไรไม่ให้ลำเอียง” ใครสนใจไปลองหามาอ่านกันครับ รับรองไม่ผิดหวัง